ทำความรู้จัก วิตามิน D คืออะไร ? มีกี่ชนิด ? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ? เสริมวิตามิน D ด้วยวิธีไหนได้บ้าง ?

Reading Time: 4 minutes

วิตามิน D ขาดไม่ได้ ถ้าอยากสุขภาพดี

วิตามิน D

วิตามิน D คือสารอาหารสำคัญที่หลายคนมักมองข้าม ทั้งที่มีบทบาทต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด ทั้งช่วยเรื่องกระดูกและฟัน เสริมภูมิคุ้มกัน การเผาผลาญพลังงาน และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง แต่ปัญหาคือคนไทยจำนวนไม่น้อยมักมีภาวะขาดวิตามิน D โดยไม่รู้ตัว

บทความนี้หมอจะพาไข้ไปทำความเข้าใจว่าวิตามิน D สำคัญยังไง ? วิตามิน D คืออะไร ? มีกี่ชนิด ? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ? ถ้าขาดวิตามินดี ร่างกายจะเป็นยังไง ? วิตามิน D ได้จากอะไรบ้าง ? ไปจนถึงวิธีดูแลให้ได้รับเพียงพอครับ

สารบัญ วิตามิน D


วิตามิน D คืออะไร ?

วิตามิน D คืออะไร

วิตามิน D คือวิตามินชนิดละลายในไขมัน มีลักษณะพิเศษต่างจากวิตามินทั่วไปคือร่างกายสามารถสร้างเองได้เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด รวมถึงจากการทานอาหาร วิตามิน และการทำหัตถการทางการแพทย์อย่าง IV Drip ได้อีกด้วยครับ

เมื่อเข้าสู่ร่างกาย วิตามิน D จะถูกเปลี่ยนผ่านตับและไต กลายเป็นสารออกฤทธิ์ Calcitriol ซึ่งมีบทบาทต่อการทำงานหลายระบบ เช่น การดูดซึมแคลเซียม ภูมิคุ้มกัน และการทำงานของกล้ามเนื้อ ถือว่ามีความสำคัญและจำเป็นต่อร่างกายอย่างยิ่งครับ


วิตามิน D มีกี่ชนิด ?

วิตามิน D ที่เราพบในธรรมชาติและอาหารเสริมมีอยู่ 2 ชนิดหลักครับ ได้แก่

  1. วิตามิน D2 (Ergocalciferol) : พบในพืช เห็ด และอาหารที่ผ่านการเสริมวิตามิน เช่น นม หรือน้ำส้มบางยี่ห้อ จุดเด่นคือสามารถช่วยเสริมระดับวิตามิน D ได้ แต่มีประสิทธิภาพและความคงตัวน้อยกว่า D3
  2. วิตามิน D3 (Cholecalciferol) : พบมากในอาหารจากสัตว์ เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ไข่แดง ตับ รวมถึงเป็นชนิดที่ร่างกายสังเคราะห์ได้เองเมื่อผิวหนังสัมผัสแสงแดด ถือว่าเป็นชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า D2 จึงมักเป็นรูปแบบหลักที่ใช้ในอาหารเสริม

ความแตกต่างที่สำคัญ คือ วิตามิน D3 มักมีประสิทธิภาพสูงกว่า D2 ในการเพิ่มระดับวิตามิน D ในเลือด ทำให้แพทย์และนักโภชนาการมักแนะนำให้เลือกอาหารเสริมหรือแหล่งอาหารที่มี D3 เป็นหลักครับ


วิตามิน D ช่วยอะไรบ้าง ?

ประโยชน์ของวิตามิน D

วิตามิน D เป็นวิตามินที่ให้ประโยชน์ทั้งการเสริมความแข็งแรงของกระดูก ภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงสุขภาพกล้ามเนื้อและจิตใจ

วิตามิน D ไม่ได้สำคัญแค่กับกระดูก แต่ยังมีผลต่อหลายระบบในร่างกาย งานวิจัยปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าการมีระดับวิตามิน D เพียงพอช่วยเสริมทั้งสุขภาพกายและใจ ดังนี้ครับ

  • ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนและกระดูกหักง่าย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
  • ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรค ลดโอกาสการติดเชื้อทางเดินหายใจ ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • ช่วยเรื่องเมตาบอลิซึมและลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจ
  • ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ และเสริมสมรรถภาพร่างกายในวัยทำงาน
  • ช่วยเรื่องสุขภาพจิตและสมอง ลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า
  • ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด และโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Diseases) เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง

วิธีตรวจระดับวิตามิน D

การรู้ระดับวิตามิน D ในร่างกาย ต้องอาศัยการตรวจเลือด ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่แพทย์ใช้ประเมินครับ โดยการตรวจที่ใช้กันมากที่สุดคือการวัดระดับ 25-Hydroxyvitamin D [25(OH)D] ในเลือด เนื่องจากเป็นรูปแบบที่สะสมในร่างกายและสะท้อนปริมาณวิตามิน D ได้ดีที่สุด

ระดับวิตามิน D (ng/mL)สถานะ
< 20 ng/mLภาวะขาด (Deficiency)
20-30 ng/mLภาวะขาด (Deficiency)
≥ 30 ng/mLเพียงพอ (Sufficiency)
> 100 ng/mLเพียงพอ (Sufficiency)

ตารางระดับวิตามิน D ที่เหมาะสมในร่างกาย (หน่วย ng/mL)

ปริมาณวิตามิน D ที่คนไทยควรได้รับในแต่ละวัน

ร่างกายของคนเราต้องการวิตามิน D ในปริมาณที่แตกต่างกันตามช่วงวัยและภาวะสุขภาพ โดยคำแนะนำสำหรับคนไทยอยู่ที่ประมาณ 400-800 IU/วัน (10-20 ไมโครกรัม) ครับ

  • ทารกและเด็กเล็ก : ประมาณ 400 IU/วัน เพื่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน
  • วัยรุ่นและผู้ใหญ่ทั่วไป : ประมาณ 600 IU/วัน เพื่อคงสมดุลกระดูกและระบบภูมิคุ้มกัน
  • ผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) : 800 IU/วัน เนื่องจากประสิทธิภาพการสังเคราะห์วิตามิน D จากผิวหนังลดลง
  • หญิงตั้งครรภ์และคุณแม่ให้นมบุตร : ประมาณ 600-800 IU/วัน เพื่อช่วยในการพัฒนากระดูกและระบบภูมิคุ้มกันของทารก

สำหรับผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคตับ โรคไต หรือผู้ที่มีภาวะดูดซึมผิดปกติ อาจต้องการวิตามิน D มากกว่าปกติ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ พร้อมการตรวจเลือดวัดระดับ 25 (OH)D เพื่อติดตามอย่างใกล้ชิดครับ

อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน D

  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือกระดูกบ่อย โดยเฉพาะบริเวณหลังส่วนล่างหรือขา
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย แม้พักผ่อนเพียงพอ
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัดหรือหลอดลมอักเสบบ่อย
  • กระดูกเปราะ หักง่าย หรือมีภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ
  • แผลหายช้า เนื่องจากวิตามิน D มีบทบาทในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • อารมณ์แปรปรวนหรือมีภาวะซึมเศร้า พบความเชื่อมโยงระหว่างระดับวิตามิน D ต่ำกับปัญหาสุขภาพจิต
  • ผมร่วงผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะเรื้อรังร่วมด้วย

อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายได้รับวิตามิน D เกิน

  • คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร เนื่องจากระดับแคลเซียมในเลือดสูงเกินไป
  • ปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสีย เกิดจากความไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย
  • กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ เพราะภาวะแคลเซียมสูงส่งผลต่อการทำงานของไต
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนเพลียเรื้อรัง ร่วมกับอาการเวียนศีรษะหรือสับสน
  • เกิดนิ่วในไต หรือภาวะไตทำงานผิดปกติ เมื่อร่างกายพยายามขับแคลเซียมส่วนเกินออก
  • ในกรณีรุนแรง อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและกระทบต่อการทำงานของหัวใจ

❗หากมีอาการเหล่านี้และสงสัยว่าอาจได้รับวิตามิน D เกิน ควรหยุดการทานอาหารเสริมทันที และรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจเลือดวัดระดับวิตามิน D และแคลเซียมครับ

VSqare Tips (VSQ Tips)

ร่างกายควรได้รับวิตามิน D ในปริมาณที่พอดี การขาดอาจทำให้กระดูกอ่อนแอและภูมิคุ้มกันลดลง แต่ถ้าเกินก็เป็นอันตรายต่อไตและหัวใจ ดังนั้นควรรับวิตามิน D ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเสมอครับ


ใครบ้างที่เสี่ยงขาดวิตามิน D

แม้ว่าวิตามิน D จะได้รับจากแสงแดดและการทานอาหาร แต่ก็ยังมีคนหลายกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีวิถีชีวิตหรือภาวะสุขภาพบางอย่างที่ทำให้ร่างกายได้รับหรือดูดซึมวิตามิน D ได้น้อยลงครับ เช่น

  • ผู้ที่ทำงานหรือใช้ชีวิตในอาคารเป็นส่วนใหญ่ เช่น พนักงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา ทำให้ไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ
  • ผู้สูงอายุ เพราะประสิทธิภาพการสังเคราะห์วิตามิน D จากผิวหนังจะลดลงตามอายุ
  • ผู้ที่มีผิวคล้ำหรือสวมเสื้อผ้าปกปิดมิดชิด ต้องใช้เวลาอยู่กลางแดดนานกว่าคนผิวอ่อนจึงจะสร้างวิตามิน D ได้เท่ากัน
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคตับ โรคไต หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายเปลี่ยนวิตามิน D ไปเป็นสารออกฤทธิ์ได้น้อยลง
  • หญิงตั้งครรภ์และคุณแม่ให้นมบุตร เพราะร่างกายต้องการวิตามิน D มากขึ้นเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารก
  • ผู้ที่หลีกเลี่ยงแดดเป็นประจำ เช่น คนที่กังวลเรื่องผิวคล้ำหรือใช้ครีมกันแดดตลอดเวลา

วิตามิน D ได้จากอะไรบ้าง ?

ร่างกายสามารถได้รับวิตามิน D จากได้จากแหลายแหล่งครับ แต่ละวิธีมีข้อดีข้อจำกัดต่างกัน ดังนี้

แสงแดด

วิตามิน D ได้จากอะไรบ้าง

การรับแสงแดด คือวิธีรับวิตามิน D แบบธรรมชาติครับ เมื่อผิวหนังสัมผัสกับรังสี UVB ร่างกายจะสังเคราะห์วิตามิน D3 ได้เอง โดยเวลาที่เหมาะสมคือช่วงเวลาประมาณ 9.00-15.00 น. ใช้เวลาเพียง 10-15 นาที แต่อย่าลืมทาครีมกันแดด และใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด หรือการใช้ชีวิตในเมืองที่มีมลภาวะสูง อาจลดการสร้างวิตามิน D ลงได้

การทานอาหาร

แหล่งอาหารวิตามิน D

วิตามินดีจากอาหาร ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่สำคัญครับ เช่น ปลาแซลมอน, ปลาทู, ปลาซาร์ดีน, ไข่แดง, ตับ, นม และเห็ดบางชนิด แต่การพึ่งอาหารเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน จึงควรใช้ร่วมกับวิธีอื่น

การทานวิตามิน

อาหารเสริมวิตามิน D

ในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถได้รับวิตามิน D จากแสงแดดหรืออาหารได้เพียงพอ การทานอาหารเสริมวิตามิน D ก็เป็นอีกทางเลือกครับ แต่จะแนะนำเป็นวิตามิน D3 เพราะมีประสิทธิภาพสูง ทั้งนี้ปริมาณที่กินควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันการได้รับวิตามินดีเกินจนเกิดอันตรายครับ

การทำ IV Drip

ทำ IV Drip เสริมวิตามิน D

อีกหนึ่งวิธีเสริมวิตามินดีที่ได้รับความนิยมคือการทำ IV Drip ซึ่งเป็นการให้วิตามินและสารอาหารเข้าสู่ร่างกายทางสายน้ำเกลือโดยตรง บางสูตรมีการผสมวิตามิน D ร่วมด้วย ข้อดีคือร่างกายดูดซึมได้เร็ว เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมสารอาหาร หรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม ควรทำโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และในคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดครับ

อ่านบทความเพิ่มเติม : ดริปวิตามินผิว กี่ครั้งเห็นผล ? รู้ข้อมูลก่อนตัดสินใจ ซื้อเป็นครั้งหรือคอร์สแบบไหนคุ้ม ?

ปรึกษาดริปวิตามิน

ดริปวิตามิน เสริมภูมิคุ้มกัน เลือกสูตรไหนดี ?

ที่ V Square Wellness Center เรามีโปรแกรมดริปวิตามินให้เลือกหลายสูตรครับ โดยออกแบบให้ตรงกับความต้องการด้านสุขภาพ เช่น

  • สูตร Immune V Booster : เน้นเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสป่วยบ่อย และช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีภูมิแพ้เรื้อรัง ไมเกรนหรือไซนัสกำเริบบ่อย รวมถึงผู้ที่มีผื่นคันเรื้อรังหรือลมพิษ และผู้ที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
  • สูตร Myer’s V Booster : ช่วยฟื้นฟูร่างกายทั้งระบบ เหมาะกับคนที่พักผ่อนน้อย เหนื่อยล้า หรือมีภาวะขาดสารอาหาร สูตรนี้ช่วยเสริมสมรรถภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น
  • สูตร Brain V Booster : เน้นบำรุงสมองและระบบประสาท ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของสมอง ลดความเหนื่อยล้า เพิ่มความสดชื่นและสมาธิ เหมาะกับผู้ที่ทำงานหนักหรือต้องใช้สมองอย่างต่อเนื่อง
โปรแกรมดริปวิตามิน

IV Drip ที่ V Square Wellness ดีอย่างไร ?

ดริปวิตามิน V Square

IV Drip ที่ V Square Wellness เราให้บริการดริปวิตามินโดยแพทย์ ผสานกับโปรแกรม Wellness ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลสุขภาพ เน้นการป้องกันมากกว่ารักษาครับ

  • ทุกขั้นตอนดำเนินการโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาต
  • มีการประเมินสุขภาพก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  • มั่นใจได้ในคุณภาพ สูตรถูกคิดค้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัยและสุขภาพ
  • วิตามินเข้มข้นจัดเต็ม ผสมผสานแร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย
  • ปลอดภัยสูงสุด เปิดเผยส่วนผสมชัดเจนทุกสูตร ดูแลโดยทีมแพทย์ พร้อมติดตามผลหลังทำ
  • มีให้เลือกมากกว่า 10 สูตร ครอบคลุมทั้งผิว กระจ่างใส ฟื้นฟูร่างกาย และเสริมภูมิคุ้มกัน ในราคาที่เข้าถึงได้
  • ห้องทรีทเมนต์ส่วนตัว สะอาด ได้มาตรฐานการแพทย์
  • ให้การดูแลแบบ VIP ใส่ใจทุกรายละเอียด ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ดูแลตัวเองยังไง ให้ได้วิตามิน D เพียงพอ ?

การดูแลให้ร่างกายมีวิตามิน D ในระดับที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทั้งการขาดและการได้รับเกินล้วนมีผลเสียต่อสุขภาพ วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้คนไข้รักษาสมดุลวิตามิน D ได้ มีดังนี้ครับ

  • รับแสงแดดอย่างเหมาะสม ช่วงประมาณ 9.00-15.00 น. วันละ 1015 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้ผิวหนังสังเคราะห์วิตามิน D3 ได้เพียงพอ แต่ไม่ควรตากแดดนานเกินไปจนเสี่ยงผิวไหม้
  • ควรเสริมด้วยอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน D เช่น ปลาแซลมอน, ปลาทู, ปลาซาร์ดีน, ไข่แดง, ตับ, นม หรือเห็ดบางชนิดที่ผ่านการส่องแสงอัลตราไวโอเลตก็เป็นอีกแหล่งที่ดี
  • ทานอาหารเสริม โดยแนะนำให้เลือกวิตามินดี 3 เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูง แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะได้รับวิตามิน D เกิน
  • ทำหัตถการทางการแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมสารอาหาร หรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายเร่งด่วน อาจเลือกทำ IV Drip ที่มีวิตามิน D รวมอยู่ด้วย แต่ต้องทำโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญ และในคลินิกที่ได้มาตรฐานเท่านั้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิตามิน D (FAQ)

วิตามิน D กินตอนไหนดูดซึมดีที่สุด ?

ควรกินวิตามิน D พร้อมมื้ออาหารที่มีไขมันเล็กน้อย เช่น นม ไข่ หรือปลา เนื่องจากวิตามิน D เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน การทานร่วมกับอาหารที่มีไขมันช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าการทานตอนท้องว่าง

วิตามิน D กินคู่กับแคลเซียมดีไหม ?

การเสริมวิตามิน D ควบคู่กับแคลเซียม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเสริมสร้างกระดูก เพราะวิตามิน D ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามควรเลือกปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับเกินครับ

วิตามิน D กินทุกวันได้ไหม ?

กินได้ถ้าอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม (600-800 IU/วัน) แต่ไม่ควรเกิน 4,000 IU/วัน หากต้องเสริมมากกว่านี้ควรปรึกษาแพทย์ครับ

ขาดวิตามิน D ต้องกินอะไร ?

ขาดวิตามิน D แนะนำให้ทานอาหารที่มีวิตามิน D เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ไข่แดง ตับ นม หรือเสริมด้วยวิตามิน D3 ตามคำแนะนำแพทย์

ได้รับวิตามินดีเกินขนาด จะเกิดอะไรขึ้น ?

การได้รับวิตามิน D เกินไป อาจทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงผิดปกติ (Hypercalcemia) ส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ปัสสาวะบ่อย นิ่วในไต และในกรณีรุนแรงอาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจได้ ดังนั้นไม่ควรทานเกินกว่าปริมาณที่แพทย์แนะนำครับ

จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนเสริมวิตามินดีไหม ?

ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกคนครับ แต่ใครที่สงสัยว่าตนเองอาจขาด เช่น มีอาการปวดเมื่อยบ่อย กระดูกเปราะ ติดเชื้อง่าย หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคตับ โรคไต หรือหญิงตั้งครรภ์ ควรตรวจเลือดวัดระดับ 25(OH)D ก่อน เพื่อปรับการเสริมวิตามิน D ให้เหมาะสมที่สุด


สรุป วิตามิน D สำคัญกว่าที่คิด!

วิตามิน D คือวิตามินที่สำคัญต่อกระดูก, ฟัน, ภูมิคุ้มกัน, การเผาผลาญพลังงาน, สมอง และสุขภาพโดยรวม การขาดวิตามินดี อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอ ป่วยบ่อย หรือเสี่ยงโรคเรื้อรังได้ แต่ถ้าร่างกายได้รับมากเกินไปก็อาจเป็นอันตรายต่อไตและหัวใจได้เช่นกัน

สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองได้รับวิตามิน D เกินหรือขาด แนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อตรวจสอบระดับวิตามิน และหาแนวทางการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพในระยะยาวครับ


อ้างอิง


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ
ปรึกษาหมอ
บทความแนะนำ

Tirzepatide ซื้อที่ไหนในไทย ราคาเท่าไหร่ ลดน้ำหนักได้กี่กิโลกรัม ?

Reading Time: 3 minutesปัจจุบัน Tirzepatide เป็นยาที่ช่วยคุมหิว ลดน้ำหนัก และใช้ในการรักษาโรคอ้วน ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยในประเทศไทย ตัวยา Tirzepatide มีชื่อการค้าที่ขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทยว่า Mounjaro (มอนจาโร) ซึ่งเป็นยาควบคุมพิเศษ ไม่ควรสั่งซื้อเองจากออนไลน์มาฉีดเองครับ ซื้อ Tirzepatide ที่ไหนปลอดภัย ที่ไหนควรเลี่ยง ข้อควรระวังก่อนใช้ ดูรีวิวผลลัพธ์หลังใช้ ลดได้กี่กิโลกรัม ราคาเท่าไหร่ หมออธิบายในบทความนี้

นอนดี นอนเป็น Deep Sleep กุญแจสู่ภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งแ...

Reading Time: 4 minutes- การนอนหลับคืออะไร ? และทำไมต้องเป็น Deep Sleep - กลไกการนอนหลับ ร่างกายทำอะไรระหว่าง Deep Sleep ? - Deep Sleep กับภูมิคุ้มกัน ช่วยซ่อมแซมชีวิต - Deep Sleep กับความอ่อนเยาว์ : แนวทางต่อต้านความชรา - การนอนหลับกับสุขภาพจิต : ความเชื่อมโยงที่ไม่ควรมองข้าม

สุขภาพลำไส้ : รากฐานสำคัญของร่างกายและจิตใจ พร้อมเคล็ดลับ...

Reading Time: 3 minutes- ลำไส้ที่แข็งแรงคืออะไร ? - ทำไมการมีลำไส้แข็งแรงถึงมีความสำคัญ ? - อาหารชนิดไหนไม่ดีต่อสุขภาพลำไส้ ? - โพรไบโอติกกับลำไส้ สัมพันธ์กันอย่างไร ? - ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพลำไส้ ที่ต้องระวัง

เลเซอร์ขนรักแร้ รู้วิธีเตรียมตัว เตรียมความพร้อม กำจัดขนร...

Reading Time: 5 minutesเลเซอร์ขนรักแร้ คือ วิธีการกำจัดขนรักแร้แบบถอนรากถอนโคน ด้วยการยิงเลเซอร์ลงชั้นผิวบริเวณใต้วงแขน ใช้เวลาทำไม่นาน หากทำต่อเนื่องจะช่วยให้รักแร้ไร้ขน ผิวเรียบเนียน หมดปัญหาขนคุด เป็นตุ่มหนังไก่ ที่เกิดจากการถอน โกน หรือแวกซ์ เพิ่มความมั่นใจในการแต่งตัว กล้ายกแขน โชว์วงแขนเรียบเนียนสวยครับ

ฉีดเมโสแฟต ที่ไหนดี ? แชร์ทริกเลือกคลินิกสลายไขมัน ปรับรู...

Reading Time: 4 minutesการตัดสินใจว่า ฉีดเมโสแฟต ที่ไหนดี ? เป็นเรื่องสำคัญครับ หากเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์ประเมินอย่างเหมาะสม และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน ลดความเสี่ยง และดูแลได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น บทความนี้หมอจะพาไปดูว่า ควรเลือกคลินิกฉีดเมโสแฟตอย่างไรให้มั่นใจ เห็นผล และคุ้มค่ากับการรักษา พร้อมแจกพิกัดคลินิกความงามยอดนิยม เดินทางสะดวก พิกัดกรุงเทพฯ และปริมณฑลครับ

ฉีดฟิลเลอร์ปาก รวมทุกข้อควรรู้ ขั้นตอน ข้อดี ข้อควรระวัง ...

Reading Time: 5 minutesการฉีดฟิลเลอร์ปาก เป็นวิธีปรับทรงปากให้อวบอิ่มขึ้น มีรูปทรงปากที่สวยงามขึ้น โดยใช้ฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มไฮยาลูรอนิกแอซิด Hyaluronic Acid (HA) ฉีดเข้าไปเพื่อแก้ไขทรงปาก ปั้นทรงปากให้สวยรับกับใบหน้าครับ สำหรับใครที่กำลังอยากฉีดฟิลเลอร์ปาก บทความนี้หมอรวบรวมข้อควรรู้ก่อนฉีดปาก ฟิลเลอร์ปาก คืออะไร ช่วยอะไร เหมาะกับใคร รีวิวฉีดปากทรงไหนดี ขั้นตอนการทำ กี่วันเห็นผล และวิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก เพื่อให้ทรงปากสวยอยู่ได้นาน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ สามารถศึกษานโยบายความเป็นส่วนตัวและจัดการความเป็นส่วนตัว ได้ที่ปุ่มตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า