CoolSculpting คืออะไร? VS การดูดไขมัน VS การสลายไขมันส่วนเกินด้วยวิธีต่างๆ



CoolSculpting ฆ่าเซลล์ไขมันด้วยจุดเยือกแข็ง

ไขมันส่วนเกินมักจะเป็นปัญหาที่อยู่ในใจของคนส่วนใหญ่เสมอ ไม่ว่าหญิงหรือชาย แม้ว่าจะพยายามควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม ก็มักจะมีไขมันส่วนเกินบางจุดที่ลดไม่ลง ในบทความนี้หมอจะอธิบาย ข้อดี-ข้อเสีย ของการสลายไขมันส่วนเกินเฉพาะจุดด้วยวิธีต่างๆดังนี้ครับ

เลือกอ่าน

1. การเข้าฟิตเนส

2. เครื่องนวดยกกระชับของสถาบันลดสัดส่วน,ลดน้ำหนัก

3. การดูดไขมันแต่ละวิธีมีข้อดี-ข้อเสีย อย่างไร ?

4. ข้อควรรู้เกี่ยวกับการดูดไขมัน

5. การฉีดเมโสแฟตเพื่อลดสัดส่วน

6. CoolSculpting สลายไขมันด้วยความเย็น

7. Thermage FLX for body

8. Hifu Macrofocus for body



1. การเข้าฟิตเนส

     เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการลดสัดส่วน และช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นด้วย หลักการคือเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อช่วยให้เราสามารถเผาผลาญ metabolism ในแต่ละวันได้มากขึ้น ร่วมกับการควบคุมอาหาร ร่างกายก็จะไปดึงไขมันที่เก็บสะสมตามส่วนต่างๆมาใช้ ทำให้ไขมันส่วนเกินลดลง แต่บางคนก็อาจพบปัญหาว่าหลังจากลดสัดส่วนด้วยการฟิตเนสแล้ว ผิวยังไม่กระชับ หรืออาจจะมีไขมันส่วนเกินในบางจุดที่สลายออกยากมากๆ ก็สามารถใช้ตัวช่วยวิธีต่างๆได้ ตามที่จะอธิบายในข้อต่อๆไปครับ



2. เครื่องนวดยกกระชับของสถาบันลดสัดส่วน,ลดน้ำหนัก

    เครื่องมือในการลดสัดส่วนที่ได้ผลนั้น จะต้องผ่านงานวิจัยทางการแพทย์และจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ที่มีการควบคุมพิเศษ แต่สถาบันลดสัดส่วนเหล่านี้ส่วนมากมักจะไม่มีแพทย์ประจำ และไม่ได้จดทะเบียนเป็นคลินิกเวชกรรม จึงไม่สามารถใช้เครื่องมือแพทย์ได้ เครื่องมือต่างๆที่สถาบันเหล่านี้ใช้จึงมักเป็นแค่การนวดร้อน-เย็น, RF(Radio-Frequency) อ่อนๆ ซึ่งไม่ได้เกิดผลในระยะยาว มีเพียงความกระชับที่เกิดจากการบวมของเนื้อเยื่อหรือการรีดน้ำออกเพียงชั่วคราวในระยะ 3-7 วันเท่านั้น สังเกตว่าการทำเครื่องมือกระชับ

สัดส่วนของสถาบันเหล่านี้พนักงานมักจะต้องนัดให้ไปทำบ่อยๆทุกสัปดาห์จึงจะเห็นผล และพอหยุดทำก็จะคืนสภาพเดิม แทบจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงหากน้ำหนักไม่ลดลง

ตัวอย่างเครื่องนวดยกกระชับที่ใช้คลื่น Ultrasonic และ RF(Radio-Frequency) อ่อนๆ ที่มักจะพบตามสถานบันลดสัดส่วนที่ไม่ใช่คลินิก

     ซึ่งสถาบันเหล่านี้ส่วนมากมักจะเน้นไปที่จิตวิทยาการแนะนำการควบคุมอาหารควบคู่กันมากกว่า ซึ่งหากคนไข้มีวินัยและปฏิบัติตามคำแนะนำควบคุมอาหารได้ดี จึงจะเห็นผลดีในการลดสัดส่วน เหมาะสำหรับคนที่อยากได้คำแนะนำในการควบคุมอาหารลดน้ำหนัก



3. การดูดไขมันแต่ละวิธีมีข้อดี-ข้อเสีย อย่างไร ?

เครื่องมือที่นิยมใช้ในการดูดไขมันมีหลายยี่ห้อดังนี้

Vaser : Ultrasound Assisted Liposuction คลื่นเสียง Ultrasonic

Body tite : Radio Frequency Assisted Liposuction คลื่นวิทยุความร้อน

Body jet evo : Water-Jet Assisted Liposuction แรงดันน้ำ

Microaire : Power Assisted Liposuction แรงสั่น

     เครื่องดูดไขมันทั้ง 4 เครื่องนี้ มีหลักการคือใช้พลังงานที่แตกต่างกันในการทำให้ก้อนไขมันแตกตัว และดูดออกมาจากร่างกาย ซึ่งแต่ละวิธีมี ข้อดี-ข้อเสีย แตกต่างกัน ดังนี้

     การใช้คลื่นเสียงหรือคลื่นวิทยุในการดูดไขมัน จะช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบริเวณที่ดูดไขมันหดตัวกระชับขึ้นในช่วง 2-3 เดือนหลังทำ ลดโอกาสเกิดความหย่อนคล้อยหลังจากที่ดูดไขมันออกไป

แต่ข้อเสียคือจะบวมช้ำมากขึ้นและต้องพักฟื้นนานขึ้นอาจนานจะเกิน 1 เดือน และเซลล์ไขมันที่ได้จากการดูดด้วยวิธีนี้ถ้านำไปฉีดเพื่อเติมเต็มตามส่วนอื่นๆ มักจะได้เซลล์ที่ไม่แข็งแรงและปลูกไม่ติด

อ่านเพิ่มเติม : ข้อดี-ข้อเสียของการเติมไขมัน vs ฟิลเลอร์ สามารถอ่านได้จากบทความนี้ครับ ข้อมูลที่ควรรู้! ก่อนเติมไขมันที่หน้า วิธีปลูกไขมันให้เซลล์รอด และข้อดี-ข้อเสีย

     การใช้แรงดันน้ำหรือแรงสั่นในการดูดไขมัน จะบวมช้ำน้อยกว่า ปวดระบมน้อยกว่า ใช้เวลาในการพักฟื้น 3-4 สัปดาห์ และเซลล์ไขมันที่ได้จากการดูดด้วยวิธีนี้ถ้านำไปฉีดเพื่อเติมเต็มตามส่วนอื่นๆ มักจะได้เซลล์ไขมันที่แข็งแรง และเพิ่มโอกาสในการปลูกติดได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับเทคนิคอื่นๆที่ใช้ในเก็บเซลล์ไขมันและเทคนิคการฉีดด้วยที่มีผลต่อ % การปลูกติด แต่ข้อเสียของการดูดไขมันด้วยวิธีนี้คือหลังจากยุบบวมผิวบริเวณที่ดูดไขมันจะขาดความกระชับ อาจจะต้องใช้เครื่องมือที่ช่วยกระชับผิวช่วยต่ออีกที

การดูดไขมัน ราคาประมาณ 50,000-100,000 บาท ขึ้นกับเครื่องที่ใช้ดูดไขมันและจำนวนจุด



4. ข้อควรรู้ก่อนดูดไขมัน

     ท่อที่ใช้ดูดไขมันนั้นจะต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 3 mm และต้องฉีดยาชาปริมาณมากในบริเวณที่ดูดไขมัน จึงจำเป็นต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์ที่ชำนาญเท่านั้น (การวางยาสลบไม่เป็นที่นิยมเพราะมีความเสี่ยงสูงกว่าการฉีดยาชา)

     หลังทำจะเกิดรอยบวมช้ำค่อนข้างเยอะ เกิดจากการฉีกขาดของเส้นเลือดฝอยขณะที่สอดท่อเข้าไปเพื่อดูดไขมันตามจุดต่างๆ ต้องพักฟื้นประมาณ 1 เดือนหลังทำ เพื่อให้อาการปวดระบมและอาการบวมดีขึ้น

     หลังทำมักจะพบปัญหาผิวไม่เรียบในบริเวณที่ดูดไขมันได้ ซึ่งเกิดจากความบอบช้ำของเนื้อเยื่อจากการสอดท่อดูดไขมัน หรืออาจจะเกิดจากแนวในการสอดท่อดูดไขมันที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งผิวไม่เรียบนี้หากเกิดขึ้นมักจะคงอยู่ถาวรไม่สามารถแก้ไขให้หาย 100% ได้

     อาจมีรอยแผลสำหรับสอดท่อดูดไขมันขนาด 3 mm ตามจุดที่ดูดบริเวณละ 1-2 จุด

     แม้ว่าจะดูดไขมันออกไปแล้ว แต่หากไม่ควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ไขมันก็สามารถกลับมาสะสมได้ใหม่ หมอไม่แนะนำให้ดูดไขมันซ้ำๆหลายๆรอบ เนื่องจากจะเกิดผังผืดใต้ผิวทำให้ผิวไม่เรียบและจะยิ่งบวมช้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทำหลายๆครั้ง

การดูดไขมันเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกำจัดไขมันปริมาณเยอะๆ (BMI > 35) เท่านั้น สำหรับผู้ที่ไขมันน้อยกว่านี้แนะนำว่าควรเลือกใช้วิธีที่ปลอดภัยและไม่ส่งผลเสียในระยะยาวดีกว่าครับ



5. การฉีดเมโสแฟตเพื่อลดสัดส่วน

     เป็นการใช้สารต่างๆที่มีงานวิจัยรองรับว่าสามารถออกฤทธิ์ในการ สลายเซลล์ไขมัน ฉีดเข้าตามจุดต่างๆที่ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ซึ่งมักจะหวังผลได้ไม่แน่นอน และอาจจะเห็นผลไม่ชัดเจน เนื่องจากการออกฤทธิ์ของตัวยานั้นขึ้นกับปัจจัยของร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนฉีดเมโสแฟตแล้วเห็นผลดีมาก บางคนไม่เห็นผล

ราคาประมาณ 5000 บาท / เมโสแฟต 40 cc ครอบคลุมพื้นที่ 1 ฝ่ามือ ซึ่งการฉีดเมโสแฟตราคาค่อนข้างถูกกว่าวิธีอื่น สำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัดอาจจะทดลองใช้วิธีนี้ก่อน หากเห็นผลดีก็จะช่วยประหยัดเงินได้

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฉีดเมโสแฟตสลายไขมันสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความนี้ เมโสแฟต คืออะไร? อันตรายไหม? ต่างจากโบท็อกอย่างไร? อันไหนดีกว่า? ครับ



6. CoolSculpting สลายไขมันด้วยความเย็น

     เป็นการสลายไขมันด้วยความเย็น โดยใช้หัวดูดผิวเพื่อดึงชั้นไขมันเข้ามาไว้ในหัวของเครื่อง คล้ายๆเราหยิกไขมันที่พุงขึ้นมา ซึ่งในหัวดูดจะปล่อยความเย็น -11°C แช่แข็งก้อนไขมันที่ถูกดูดขึ้นมานาน 35 นาทีในแต่ละจุด

     โดยเทคโนโลยี CoolSculpting จะไม่ทำอันตรายต่อผิวหนังชั้นนอก ไม่เคยเกิดกรณีเคสผิวไหม้จากความเย็นเลยเนื่องจาก CoolSculpting มีระบบ Freeze detect คือเครื่องจะหยุดทำงานทันทีที่ตรวจเจอความเย็นในผิวชั้นบนที่มากเกินไป ซึ่งในเครื่องเลียนแบบเกรดต่ำยี่ห้ออื่นๆมักจะเจอผลข้างเคียงเรื่องผิวไหม้จากความเย็นได้ง่ายครับ

     เครื่อง CoolSculpting จะแช่แข็งเฉพาะเซลล์ในชั้นไขมันเท่านั้น เนื่องจากเซลล์ไขมันจะมีพิเศษคือจะไวต่ออุณหภูมิมากกว่าเซล์ชนิดอื่นๆ (ตัวอย่างเช่นเรานำอาหารที่มีไขมันไปแช่ตู้เย็นธรรมดาส่วนที่เป็นไขมันจะแข็งตัวและแยกชั้นไวมาก) หลังจากที่เซลล์ไขมันถูกแช่แข็งครบเวลา ก็จะใช้การนวดเพื่อให้เซลล์ไขมันตายและลดจำนวนลงแบบถาวร และจะถูกร่างกายกำจัดออกไปเองตามธรรมชาติ มีงานวิจัยทางการแพทย์ประมาณ 50 งานวิจัย ที่ยืนยันผลการรักษาว่า CoolSculpting สามารถลดจำนวนเซลล์ไขมันในชั้นผิวหนังบริเวณที่ทำได้ โดยสามารถลดลงได้ 25% ต่อการทำ 1 ครั้ง

ภาพแสดงการแช่แข็งเซลล์ไขมันซึ่งไวต่อความเย็นมากกว่าเซลล์ชนิดอื่นๆในผิวหนัง

     ในช่วง 3-4 สัปดาห์จะเริ่มเห็นผลว่าสัดส่วนเล็กลง เห็นผลเต็มที่ใช้เวลา 3 เดือน ซึ่งในช่วง 1-2 อาทิตย์แรกหลังทำ จะบวมในจุดที่เซลล์ไขมันมันตายและค้างอยู่ เพราะร่างกายต้องใช้เวลา เพื่อค่อยๆลำเลียงเซลล์ไขมันที่ตายแล้วออกไปตามระบบเลือดและระบบน้ำเหลือง ระยะเวลาในการพักฟื้นเนื่องจากอาการปวดระบมคือ 7-10 วัน

     จากประสบการณ์ที่หมอเคยลองทำ CoolSculpting ด้วยตัวเอง ตอนที่เจ็บที่สุดคือตอนที่นวดหลังจากแช่แข็งไขมัน(ซึ่งจำเป็นต้องนวดเพื่อให้เซลล์ไขมันที่ถูกแช่แข็งตาย หากไม่นวดจะได้ผลน้อยลง 60% ครับ) หลังนวดอาจมีอาการเขียวช้ำได้ในบางเคส อาการปวดระบมในช่วง 7-10 วันหลังทำจะคล้ายๆอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกายหนักๆในจุดที่ทำ CoolSculpting ในช่วง 1-2 อาทิตย์แรกจะมีอาการบวมในจุดที่ทำ และจะมีอาการชาและคันเล็กน้อยในช่วง 1 เดือนแรก จะเริ่มเห็นผลว่าชั้นไขมันยุบลงเมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน เห็นผลเต็มที่ใช้เวลา 3 เดือน สามารถทำเพิ่มได้ในจุดเดียวกันเมื่อผ่านไป 1 เดือน

     มีหัวที่ใช้กำจัดไขมันหลายรูปทรงและหลายขนาด สามารถออกแบบรูปทรงในการลดของไขมันได้คล้ายๆการปั้น(Sculpting) โดยผู้เชี่ยวชาญจะเป็นคนแนะนำและให้คำปรึกษาในการออกแบบสัดส่วนตามที่คนไข้ต้องการ

ภาพเปรียบเทียบขนาดจริงของหัว CoolSculpting แบบต่างๆ

ภาพเปรียบเทียบหัวรุ่นเก่า(ด้านล่าง) กับหัวรุ่นใหม่ที่แระสิทธิภาพดีกว่า และเจ็บน้อยกว่าเดิมมาก(ด้านบน)

     ปกติ 1 หนีบจะสลายไขมันออกไปได้ครั้งละประมาณ 60-70cc ซึ่งการปรับรูปทรงสัดส่วนในเคสส่วนมากมักจะใช้การทำ 4-6 หนีบขึ้นไปจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ราคามาตรฐานของ CoolSculpting อยู่ที่หนีบละ ประมาณ 12,000-16,000 บาท โดยเฉลี่ยในการลดสัดส่วนของร่างกายจะใช้งบประมาณ 50,000-100,000 บาท

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสลายไขมันในปริมาณปานกลาง (BMI<35) เพื่อแก้ไขสัดส่วน โดยที่ไม่อยากผ่าตัดดูดไขมัน ไม่อยากได้รับผลข้างเคียงในระยะยาวจากการดูดไขมัน และไม่อยากพักฟื้นนาน ไม่อยากมีแผล

ตัวอย่างรีวิวผลการรักษาด้วยเครื่อง CoolSculpting

ตัวอย่างรีวิวผลการรักษาด้วยเครื่อง CoolSculpting

ตัวอย่างรีวิวผลการรักษาด้วยเครื่อง CoolSculpting

สำหรับเครื่อง CoolSculpting ของ V Square Clinic ตอนนี้มีอยู่ที่สาขาดังนี้ครับ

  1. สาขา Gateway Ekamai (Bangkok) มีการจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษในช่วงเดือน กรกฏาคม-สิงหาคม 62 นี้ด้วยครับ
  2. สาขา The walk ราชพฤกษ์ (Bangkok) รอเครื่องเข้าในเดือนกันยายน จะมีโปรโมชั่นดีๆตามมาแน่นอนครับ

CoolSculpting ที่ V Square Clinic ดีอย่างไร

  1. ดูแลและให้คำแนะนำโดย แพทย์และ Specialist ที่มีประสบการณ์ในการทำ CoolSculpting มานานกว่า 3 ปี
  2. ห้องที่ทำ CoolSculpting มีขนาดอย่างน้อย 20 ตร.ม. ไม่อึดอัด
  3. ใช้เก้าอี้ Lazboy รุ่นท็อปรุ่นกว้างพิเศษ เพื่อความสบายสูงสุดของลูกค้าในช่วงเวลาที่ทำหลายชั่วโมง
  4. เพิ่มเทคนิคพิเศษที่ช่วยให้อาการบวมหลังทำหายไวกว่าปกติ
  5. การันตีราคาช่วงโปรโมชั่นถูกที่สุดในท้องตลาด โดยไม่มีโปรโมชั่นแอบแฝง

โปรโมชั่นราคา CoolSculpting ที่ V Square Clinic

  • 1 หนีบ ขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือ ราคา 9,900 บาท
  • 2 หนีบ = 19,000 บาท
  • 4 หนีบ = 36,000 บาท
  • 10 หนีบ = 90,000 แถม เมโส 2 ครั้ง

 



7. Thermage FLX (new!) for body

     เครื่องรุ่นใหม่ล่าสุดของ Thermage คือรุ่น FLX พัฒนาจากรุ่นเก่า CPT คือจะมีเซนเซอร์วัดความร้อนบนผิว (AccuREP) เพื่อควบคุมการปล่อยคลื่น RF(Radio-Frequency) ได้อย่าง optimize มากที่สุดในทุก shot ที่ยิง ทำให้เจ็บน้อยลงโดยที่ได้ผลการรักษาที่มากขึ้น และมีหัวใหญ่สำหรับการกระชับผิวส่วนเกินตามแขนขาหน้าท้อง เหมาะสำหรับจุดที่มีปริมาณไขมันไม่มาก แต่มีผิวหนังส่วนเกินชั้นบนเยอะ เช่น คนที่ลดน้ำหนักแล้วผิวไม่กระชับ คนที่ดูดไขมันแล้วผิวไม่กระชับ หรือคุณแม่หลังคลอด ราคาในการทำ Thermage FLX for body 1 หัวมี 2,000 shot ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4 ผ่ามือ ราคาอยู่ที่ 100,000-150,000 บาท

หัว Thermage จะสามารถกระชับผิวได้ดีมากในผิวชั้นตื้นระดับความลึก 4.3 mm ซึ่งเหมาะกับเคสที่มีปัญหาแบบในรูปตัวอย่างด้านล่างนี้ครับ

ตัวอย่างรีวิวผลการรักษาผิวหนังส่วนเกินชั้นตื้นบริเวณหน้าท้องด้วย Thermage FLX for body

ตัวอย่างรีวิวผลการรักษาผิวหนังส่วนเกินชั้นตื้นบริเวณหน้าท้องด้วย Thermage FLX for body



8. Hifu Macrofocus for body

     เทคโนโลยี Macrofocus ของเครื่อง Hifu ยี่ห้อ Ultraformer III จะมีหัวยิงที่ระดับความลึก 6 mm, 9 mm, 13 mm สำหรับแก้ไขปัญหา Cellulite ที่อยู่ในผิวชั้นลึก ประมาณ 2 cm ราคาในการทำ Hifu Macrofocus (Ultraformer III) for body 1,000 shot ครอบคลุมพื้นที่ 2 ผ่ามือ ราคา 25,000-40,000 บาท

เหมาะกับคนที่ชั้นไขมันไม่มาก แต่มีความหย่อนคล้อยที่มีปัญหามาจากผิวชั้นลึกประมาณ 2 cm

ตัวอย่างรีวิวผลการรักษา cellulite บริเวณหน้าท้องด้วยเครื่อง Ultraformer III

ตัวอย่างรีวิวผลการรักษา cellulite บริเวณหน้าท้องด้วยเครื่อง Ultraformer III

อ่านเพิ่มเติม : 9 ข้อ ที่ต้องระวัง ! และควรรู้ในการทำ Hifu | โดยทีมแพทย์ V Square Clinic

สำหรับคนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวช่วยในการลดสัดส่วนด้วยวิธีต่างๆ และการสลายไขมัน แบบไหนดี สามารถปรึกษาแพทย์ได้ฟรีครับ หมอจะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำอย่างตรงจุด 

ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้ง 10 สาขา
หรือสามารถปรึกษา คุณหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ คุณหมอตอบเองครับ


สามารถ comment สอบถามเข้ามาด้านล่างได้เลยนะครับ หมอตอบเองครับ