เมโสแฟต คืออะไร? อันตรายไหม? ต่างจากโบท็อกอย่างไร? อันไหนดีกว่า?



เมโสแฟตคืออะไร? อันตรายไหม? ต่างจากโบท็อกอย่างไร? อันไหนดีกว่า?

เมโสแฟต เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดสัดส่วนต่างๆ บนร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ทำหน้าเรียว ลดแก้ม เหนียง ต้นแขน ต้นขา น่อง สะโพก ไขมันในบางจุดที่ถึงแม้จะออกกำลังกาย คุมอาหารแล้วก็ยังลดยาก ลดไม่ค่อยลง เราสามารถใช้เมโสแฟตเป็นตัวช่วยเร่งให้สามารถลดสัดส่วนได้ไวขึ้นได้ครับ หรือในบางคนที่ออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬา หรือยกน้ำหนัก อาจจะมีกล้ามเนื้อบางจุดที่ใหญ่ขึ้นแล้วไม่สวยเราไม่ชอบ ก็สามารถใช้โบท็อกช่วยลดได้ครับ ถ้าเป็นไขมันก็จะใช้เมโสแฟต ถ้าเป็นกล้ามเนื้อก็ใช้โบท็อก ในแต่ละจุดก็จะมีวิธีในการเลือกใช้แตกต่างกัน ซึ่งจะอธิบายต่อไปครับ

เลือกอ่าน

1. เมโสแฟต คืออะไร ต่างจากโบท็อกอย่างไร ?

2. เมโสแฟตอันตรายไหม ที่ อย.ประกาศเตือนว่าอันตรายหมายถึงอะไร ?

3. การลดเนื้อในจุดต่างๆ เช่น แก้ม ต้นแขน ต้นขา น่อง สะโพก เลือกทำเมโสแฟตหรือโบท็อก อันไหนดีกว่ากัน ?

4. เมโสแฟต vs ดูดไขมัน จุดที่เหมาะกับการทำและข้อควรระวัง


1. เมโสแฟต คืออะไร ต่างจากโบท็อกอย่างไร ?

  • เมโสหน้าใส หมายถึง ทางลัดในการนำตัวยาเข้าสู่ชั้นผิวด้วยการฉีด
  • เมโสแฟต หมายถึง การฉีดตัวยาที่ช่วยสลายไขมันลงในชั้นไขมัน โดยมีสารออกฤทธิ์หลักๆ คือ

Artichoke extract (Cynara scolymus) ทำหน้าที่กระตุ้นการสังเคราะห์ coenzyme ในกระบวนการ anabolism ลดเนื้อเยื่อไขมัน ลดการสังเคราะ์กรดไขมัน เหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวเกิน ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ต้องการลดเซลลูไลท์

Mesostabyl (Polyunsaturated phosphatidylcholine) ทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ lipase, ลดการสร้าง triglyceride ยับยั้งการสร้าง cholessterol ในเนื้อเยื่อ

L-carnitine ทำให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น เปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน(fat burn)

เมโสแฟตที่มี L-carnitine จะดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงาน

  • Theophylline ช่วยเพิ่มการย่อยสลาย triglyceride
  • Tyrosine เพิ่ม fat metabolism ทำให้ไขมันแตกตัวเล็กลง และถูกขับออก
  • Aesculus hippocastanum (horsechesnut) ลดการบวมน้ำ
  • Juglans regia (Walnut) เพิ่มการไหลเวียนของเลือด เพิ่มการเผาผลาญ ลดอาการบวมน้ำ
  • Nicotiana tabacum กระตุ้น catecholamine ทำให้เกิด lipolysis

ส่วนโบท็อก เป็นโปรตีนที่ออกฤทธิ์ระงับการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งานสักระยะนึง จะฝ่อหดเล็กลงชั่วคราวประมาณ 6-8 เดือน ทำให้เนื้อยุบลง

ทั้งเมโสแฟต และ โบท็อก สามารถทำให้สัดส่วนของร่างกายบริเวณนั้นมีขนาดเล็กลงได้จากทั้ง ไขมันและกล้ามเนื้อที่เล็กลง ซึ่งแพทย์ก็จะช่วยประเมินว่าในบริเวณที่เราต้องการจะลด เป็นไขมันหรือกล้ามเนื้อมากกว่ากัน ทำให้เลือกแก้ไขได้ตรงจุด แต่เราก็สามารถเลือกทำทั้ง2 อย่างคู่กัน เพื่อให้ได้ผลไวที่ขึ้นได้


2. เมโสแฟตอันตรายไหม ที่ อย.ประกาศเตือนว่าอันตรายหมายถึงอะไร ?

เมโสแฟตสูตรที่อันตรายมี 2 ชนิด คือ

2.1 สเตียรอยด์

ปกติแพทย์ผิวหนังจะใช้ในการฉีดสิว ฉีดคีลอยด์ ใช้ในปริมาณที่น้อยจะปลอดภัย แต่ถูกนำมาใช้ผิดวิธี มักผสมสเตียรอยด์ปริมาณมากในเมโสแฟตที่ไม่ผ่าน อย. เพราะต้นทุนต่ำ เห็นผลไว แต่ เมื่อฉีดหลายๆ ครั้งจะทำให้หน้าบวมกว่าเดิม และเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อง่ายขึ้น เนื่องจากกดภูมิคุ้มกันของร่ายกาย

สเตียรอยด์ที่ผสมในเมโสแฟตจะมีทั้งแบบสีขาวขุ่นและขาวใส ทางที่ดีควรขอดูยี่ห้อเมโสแฟต ก่อนฉีดทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยครับ

2.2 ยาสลายฟิลเลอร์ ชื่อว่า hyaluronidase

ปกติจะใช้ในการฉีดสลายฟิลเลอร์ได้อย่างปลอดภัย แต่บางคลินิกนำมาใช้ผิดวิธี โดยการฉีดปริมาณมากๆ ทำให้คอลลาเจนในผิวถูกย่อยสลายออกไป ทำให้เนื้อยุบลง
อย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่นิยมเนื่องจาก ต้นทุนต่ำ และเห็นผลไว เมื่อฉีดหลายๆ ครั้ง จะทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย และผิวหย่อนลงเนื่องจากคอลลาเจนเสื่อมลง

อ่านเพิ่มเติม : [เจาะลึก] ฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี? ฟิลเลอร์ร่องแก้ม ใต้ตา คาง ควรเลือกใช้รุ่นไหน?

เมโสแฟตที่นิยมขายตามอินเตอร์เนต แท้จริงแล้วคือยาสลายฟิลเลอร์(hyaluronidase)ที่นำมาใช้ผิดวิธี

เนื่องจากเมโสแฟตกำลังเป็นที่นิยมสูงขึ้นอย่างมาก และวิธีการฉีดเมโสแฟตนั้นไม่ยาก คนไข้บางกลุ่มจึงนิยมฉีดกับหมอกระเป๋าเพราะราคาถูก แต่แท้จริงแล้ว หมอกระเป๋าจะไม่สามารถซื้อยาแท้ที่ผ่าน อย. ได้ เพราะมีกฏหมายยาควบคุม ดังนั้นยาที่หมอกระเป๋าใช้จึงมักไม่ปลอดภัย เป็นยาหิ้ว ยาปลอม ที่มีส่วนผสมที่อันตราย และไม่สะอาด จึงทำให้มีการอักเสบติดเชื้อหลายเคสจากตัวยาที่ไม่ปลอดภัยและวิธีการฉีดที่ไม่สะอาด ดังที่ อย. ออกมาเตือนครับ

สำหรับคนที่กำลังมองหาว่าควรเลือกฉีดเมโสแฟตที่ไหนดี ที่คลินิกไหนดี ควรเลือกฉีดเมโสแฟตที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับ อย. อย่างถูกต้อง และฉีดกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน และขอดูยี่ห้อเมโสแฟตก่อนฉีดทุกครั้ง เพื่อจะได้มั่นใจว่าส่วนผสมไม่มีอันตราย และสามารถตรวจสอบแหล่งผลิต บริษัทผู้นำเข้าได้ชัดเจน ไม่เสี่ยงต่อยาหิ้วยาปลอมที่อันตรายครับ


3. การลดเนื้อในจุดต่างๆ เช่น แก้ม ต้นแขน ต้นขา น่อง สะโพก เลือกทำเมโสแฟตหรือโบท็อก อันไหนดีกว่ากัน ?

  • การลดแก้ม ปรับหน้าเรียว

1. เมโสแฟต vs 2.โบท็อกกราม vs 3.ตัดไขมันกระพุ้งแก้ม

เมโสแฟตจะลดไขมันในจุดที่มีหมายเลข 1 ตามรูปและจุดที่ 3 ได้ แต่จะหวังผลได้ไม่แน่นอน เพราะการลดลงและเพิ่มขึ้นของเซลล์ไขมัน ขึ้นกับหลายปัจจัยเช่น การกินของหวาน การออกกำลังกาย การกินมื้อดึกซึ่งจะหวังผลได้ประมาณ 60-70%

ตัวอย่างรีวิวผลการทำเมโสแฟต

ตัวอย่างรีวิวผลการทำเมโสแฟต

*ผลการรักษาแตกต่างกันแต่ละบุคคล

โบท็อกกราม ในเคสที่ต้องการลดแก้ม ถึงแม้จะเป็นตำแหน่งหมายเลข 1 แต่หากมีกล้ามเนื้อกราม(ลองจับแก้มแล้วกัดฟัน,กรามจะเด้ง) หมอก็จะแนะนำให้ทำโบท็อกกราม เนื่องจากโบท็อกหวังผลได้เกือบ 100% และในการทำให้กร้ามเนื้อกรามในจุดที่ 2 ยุบลง ก็จะทำให้เนื้อแก้มในจุดที่1 ยุบลงด้วยเพราะ เนื้อแก้มในจุดที่ 1 กับ 2 เบียดกันอยู่

การตัดไขมันกระพุ้งแก้ม จะเป็นการผ่าตัดเอาไขมัน(buccal fat pad)ที่มีหมายเลข 3 ออก หวังผลได้เกือบ 100% แต่ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์สูง เพราะถ้าประเมินไม่ดี ตัดออกมากเกินไป จะยุบลามไปถึงขมับ และทำให้แก้มตอบและหน้าห้อยได้ และการตัดไขมันกระพุ้งแก้ม จะไม่สามารถตัดไขมันในส่วนที่1(superficial fat pad) ซึ่งเป็นจุดที่คนไข้ส่วนใหญ่ต้องการลดได้ เพราะเป็นไขมันที่อยู่ตื้นติดกับชั้นผิวหนัง อาจจะใช้การดูดไขมันแทนแต่การดูดไขมันในส่วนที่ 1 ไม่ควรทำเพราะเสี่ยงต่อการโดนเส้นประสาททำให้ปากเบี้ยวได้มาก

ดังนั้นการลดไขมันในบริเวณหมายเลข 1 จึงแนะนำโบท็อกและเมโสแฟตเป็นหลักครับ เนื่องจากปลอดภัยและตรงจุดมากกว่า

  • การลดเหนียง

เมโสแฟต vs โบท็อกลิฟ vs hifu vs ดูดไขมันเหนียง

เมโสแฟตช่วยลดเหนียงได้บางส่วนครับ แนะนำให้ทำควบคู่กับโบท็อกลิฟ จะทำให้เหนียงยุบลงและกระชับขึ้นด้วย

ในภาพคือตัวอย่างรีวิวผลของการทำ โบท็อก Nefertiti Lift

Hifu ก็ได้ผลดีในการลดเหนียงตามภาพนี้ครับ แต่ราคาค่อนข้างสูง และต้องเจ็บถึงจะได้ผลและอยู่ได้นานครับ

ในการดูดไขมันที่เหนียง จะบวมช้ำค่อนข้างมาก เพราะเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดเยอะ และหากมีเลือดออกมากจะเสี่ยงต่อการกดทับหลอดลมได้ หากต้องการทำ แนะนำให้ควรทำใน รพ.เท่านั้นครับ

อ่านเพิ่มเติม : 9 ข้อ ที่ต้องระวัง ! และควรรู้ในการทำ Hifu | โดยทีมแพทย์ V Square Clinic

  • การลดน่อง

เมโสแฟต vs โบท็อกลดน่อง

บริเวณน่องของเคสส่วนมากจะเป็นกล้ามเนื้อครับ มีไขมันน้อยมาก พบในคนที่ชอบปั่นจักรยาน วิ่ง ชอบใส่ส้นสูง และเดินเยอะ สามารถใช้โบทอกลดน่องได้ครับ

ปกติโบท็อกน่องถ้าจะให้ยุบลงหมด จะใช้ยาเยอะมากครับ ข้างละ 300-400 ยูนิต แต่ร่างกายเรารับได้แค่ 300 ยู ในระยะ 3 เดือนครับ และถ้าฉีดครั้งเดียวเยอะเกินไปจะยืนไม่ได้ครับ แนะนำทยอยฉีดครั้งละ 200 ยู

โดยทางคลินิกจะแกะกล่อง เปิดขวดใหม่ ดูดยาต่อหน้าจนหมด เอากล่องและขวดกลับบ้านได้ครับ เพื่อความมั่นใจว่าของแท้และได้ยูนิตตามราคาที่จ่ายครับ

สำหรับน่องไม่แนะนำให้ทำเมโสแฟตครับ แนะนำโบท็อกจะเห็นผลชัดเจนกว่าครับ

  • การลดต้นแขน, ต้นขา

ในการลดต้นแขน ต้องดูว่าจุดที่คนไข้ต้องการลดเป็นกล้ามเนื้อหรือไขมันครับ สามารถใช้ได้ทั้งโบท็อกและเมโสแฟต สำหรับต้นแขนหากเนื้อไขมันเยอะมากก็แนะนำให้ดูดไขมันครับ

ในการฉีดโบท็อกลดต้นแขน จะช่วยให้ขนาดตัวดูเหมือนเล็กลงได้ด้วยครับ เพราะช่วยลดความกว้างของบ่าลงครับ

ในการลดต้นขา ส่วนมากจะเป็นไขมัน และปริมาณเยอะมาก จะไม่คุ้มในการฉีดเมโสแฟต นอกจากจะต้องการลดแค่บางจุดเล็กๆ สำหรับต้นขาแนะนำการดูดไขมัน หรือการลดน้ำหนัก จะเห็นผลชัดเจนกว่าครับ

  • การลดหน้าท้อง สะโพก

ส่วนมากต้องอาศัยการดูดไขมัน จึงจะเห็นผลชัดเจนครับ ถ้าเนื้อไขมันเยอะไม่แนะนำให้ทำเมโสแฟต เพราะต้องใช้ปริมาณยาเยอะและราคาสูงกว่าการดูดไขมัน


4. เมโสแฟต vs ดูดไขมัน จุดที่เหมาะกับการทำและข้อควรระวัง

ในจุดที่มีเส้นเลือดเส้นประสาทที่สำคัญเยอะ เช่นใบหน้า ลำคอ ไม่แนะนำให้ดูดไขมันครับ เพราะมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงมาก แนะนำให้ทำเมโสแฟตหรือเครื่องมือยกกระชับอื่นๆ จะเก็บรายละเอียดได้ดีกว่า และปลอดภัยกว่าครับ

ในบริเวณแก้มและลำคอมีเส้นเลือดเส้นประสาทที่สำคัญอยู่มาก การทำเมโสแฟตจึงปลอดภัยกว่าการดูดไขมันครับ

แต่ในบริเวณที่มีไขมันปริมาณมากๆ เช่น ต้นขา หน้าท้อง การทำเมโสแฟตจะต้องใช้ยาปริมาณมาก และราคาสูง แนะนำการดูดไขมันจะคุ้มกว่า แต่ก็จะบวมช้ำค่อนข้างเยอะ และต้องพักฟื้นครับ


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้ง 10 สาขา
หรือสามารถปรึกษา คุณหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ คุณหมอตอบเองครับ

สามารถ comment สอบถามเข้ามาด้านล่างได้เลยนะครับ หมอตอบเองครับ

Sending
User Review
0 (0 votes)