รู้จักเครื่องมือยกกระชับ Thermatight กับ Thermage
Thermatight กับ Thermage ต่างกันอย่างไร ? และควรเลือกทำอันไหนดี ? เพราะทั้งสองเทคโนโลยีนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ที่ต้องการกระชับผิว ลดความหย่อนคล้อย ฟื้นฟูผิวและปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด
Thermatight กับ Thermage แม้ชื่อจะฟังดูคล้ายกัน แต่ก็ความแตกต่างในเชิงเทคนิค กลไกการทำงานและผลลัพธ์ ที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำครับ
สารบัญ Thermatight VS Thermage
Thermatight vs Thermage เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?
ในภาพรวมทั้ง Thermatight และ Thermage ต่างใช้พลังงานความร้อนเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่รายละเอียดของเทคโนโลยี ความลึกของการทำงาน และกลุ่มที่เหมาะสมนั้นแตกต่างกันชัดเจนครับ
รู้จัก Thermatight ให้มากยิ่งขึ้น
Thermatight เป็นเทคโนโลยีกระชับผิวด้วย Monopolar Radiofrequency (RF) ที่พัฒนาโดยบริษัท Invasix (ปัจจุบันรู้จักในชื่อ InMode) การทำงานจะส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่ชั้นลึกของผิวหนัง ทำให้เนื้อเยื่อได้รับความร้อนอย่างควบคุมได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ระบบทำความเย็นช่วยปกป้องผิวชั้นบน
Thermatight ช่วยเรื่องอะไร ?
- ช่วยกระชับผิวโดยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่
- ลดความหย่อนคล้อยของผิวหลายบริเวณ โดยเฉพาะผิวหน้าและลำตัว
- ลดการสะสมของไขมันชั้นตื้น ช่วยปรับรูปหน้าให้กระชับและมีมิติมากขึ้น
- ปรับปรุงเนื้อสัมผัสของผิว ให้ดูอ่อนเยาว์และเรียบเนียนขึ้น
- ยิงลงลึกถึงขชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่รองรับผิวหน้า คล้ายกับผลลัพธ์ของการผ่าตัด Facelift แบบ non-invasive
Thermatight เหมาะกับใคร ?
Thermatight เหมาะสำหรับผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
- อายุ 30-60 ปี ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อยระดับปานกลาง
- ผู้ที่ต้องการปรับโครงหน้า ลดไขมันสะสมบริเวณหน้าและคอ ร่วมกับความหย่อนคล้อย
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เร็วและไม่ต้องการผ่าตัด
- ผู้ที่เคยผ่าตัดหน้าแล้วและต้องการบำรุงรักษาผล
ข้อควรระวัง : ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ มีโลหะฝังในร่างกายบริเวณที่รักษา หรือมีโรคผิวหนังเรื้อรังบางประเภท
Thermage คืออะไร ?
เป็นเทคโนโลยีกระชับผิวด้วย Monopolar Radiofrequency เช่นเดียวกัน พัฒนาโดยบริษัท Solta Medical และได้รับการอนุมัติจาก FDA มายาวนานกว่า 20 ปี ถือเป็น “ต้นแบบ” ของเทคโนโลยีกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาถึงปัจจุบัน
ปัจจุบัน Thermage รุ่นล่าสุดที่นิยมใช้ในคลินิกงาม รวมถึงที่ V Square Clinic คือ Thermage FLX ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและลดความเจ็บปวดในการรักษาได้ดีกว่ารุ่นก่อน
Thermage ช่วยอะไร ?
- ช่วยยกกระชับผิวหน้า คอ เพื่อคืนความอ่อนเยาว์ รวมถึงบริเวณรอบดวงตา ซึ่งบางเทคโนโลยีทำไม่ได้
- ช่วยกระชับผิวบริเวณลำตัว ได้หลายบริเวณ เช่น แขน หน้าท้อง ต้นขา พร้อมกับลดเซลลูไลท์ได้
- ช่วยลดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย ด้วยการกระตุ้น Neocollagenesis (การสร้างคอลลาเจนใหม่)
- ช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า รอยเหี่ยวย่น บริเวณใบหน้า หน้าผาก
Thermage เหมาะกับใคร ?
- ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยตั้งแต่ระดับน้อยถึงปานกลาาง
- ผู้ที่ต้องการปรับปรุงเนื้อผิวโดยรวม ฟื้นฟูผิวหน้า กระชับรูขุมขน ทำให้ผิวเรียบเนียน แข็งแรง
- ผู้ที่ต้องการยกระชับหุ่นให้เข้าที่เร็วขึ้น (คุณแม่หลังคลอด)
- ผู้ที่ไม่ต้องการนัดหมายถี่ (ส่วนมากทำครั้งเดียวต่อปี)
- ผู้ที่ยอมรับผลลัพธ์ที่ค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลาสร้างคอลลาเจน
ข้อควรระวัง : เช่นเดียวกับ Thermatight ไม่เหมาะกับผู้ตั้งครรภ์ ผู้มีโลหะฝังในร่างกาย หรือผู้มีภาวะบางอย่างที่แพทย์จะต้องคัดกรองก่อน
เปรียบเทียบระหว่าง Thermatight และ Thermage
| เครื่องมือยกกระชับ | Thermatight | Thermage |
|---|---|---|
| เทคโนโลยี | Monopolar RF (คลื่นวิทยุขั้วเดียว) | Monopolar RF (คลื่นวิทยุขั้วเดียว) |
| ระบบทำความเย็น | ระบบ Cryogen Cooling | ระบบ ThermaTip Cooling |
| ความลึก | ถึงชั้น SMAS และไขมัน | ชั้นหนังแท้ถึงเนื้อเยื่อลึก |
| ความเจ็บปวด | ปานกลาง | ค่อนข้างเจ็บ (บางรุ่นปรับปรุงแล้ว) |
| Downtime | แทบไม่มี | แทบไม่มี |
| จำนวนครั้ง | ส่วนใหญ่ 1–2 ครั้ง/ปี | ทั่วไป 1 ครั้ง/ปี |
| ผลลัพธ์ที่เด่น | กระชับ ลดไขมัน ปรับรูปหน้า | กระชับ ลดริ้วรอย ปรับปรุงผิวดีขึ้น |
| ระยะเวลาเห็นผล | 1-3 เดือน | 3-6 เดือน |
| ความทนทานของผล | 1 ปี | 1-2 ปี |
หมายเหตุ : ทั้ง 2 หัตถการ ก่อนทำจะมีการแปะยาชาเพื่อบรรเทาความเจ็บลงได้
Thermatight vs Thermage เลือกทำอันไหนดี คุ้มค่า ?
ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและสภาพผิวของแต่ละคน ในเบื้องต้นหมอแนะนำการพิจารณาส่งเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจครับ
เลือก Thermatigh ด้วยเหตุผลนี้
- ต้องการผลลัพธ์ที่เห็นผลเร็ว
- มีปัญหา ไขมันสะสมร่วมกับความหย่อนคล้อย
- มีงบประมาณจำกัดแต่ยังต้องการประสิทธิภาพสูง
เลือก Thermage ด้วยเหตุผลนี้
- ต้องการเทคโนโลยีที่มี ข้อมูลงานวิจัยระยะยาว รองรับมากกว่า
- ต้องการปรับปรุง เนื้อสัมผัสของผิวโดยรวม รวมถึงรอบดวงตา
- ยอมรับการรอผล 3-6 เดือนเพื่อผลลัพธ์ที่ค่อย ๆ ดีขึ้น
- ต้องการรักษา หลายบริเวณในครั้งเดียว เช่น หน้า คอ และลำตัว
ทำทั้งคู่ได้ไหม ?
ได้ในบางกรณี แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยทั่วไปแพทย์อาจแนะนำให้ทำต่างช่วงเวลากัน เพื่อให้ผิวฟื้นตัวและสร้างคอลลาเจนได้เต็มที่
ก่อนทำ Thermatight vs Thermage ควรรู้อะไร ?
สิ่งที่ควรเตรียมก่อนทำ
- แจ้งประวัติการรักษาและยาที่รับประทานอยู่ เช่น ยาละลายลิ่มเลือด วิตามินอีในปริมาณสูง หรือยาต้านการอักเสบ
- งดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง ก่อนทำ
- ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด ไม่มีเครื่องสำอางหรือครีมบำรุง
- แจ้งแพทย์ถ้ามีฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ ในช่วง 2-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้น
สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับผลข้างเคียง
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและหายได้เองภายในไม่กี่วัน:
- ผิวแดงเล็กน้อยหลังทำ (2-24 ชั่วโมง)
- รู้สึกอุ่นหรือตึงผิว
- บวมเล็กน้อยในบางราย
ผลข้างเคียงที่พบได้น้อยแต่ต้องติดตาม
- ไหม้หรือพุพองบนผิว (มักเกิดจากการตั้งค่าพลังงานไม่เหมาะสม)
- ก้อนไขมันชั้นตื้นเปลี่ยนแปลง (พบน้อยมากในรุ่นใหม่)
แนวทางการตัดสินใจทำ Thermatight vs Thermage อย่างปลอดภัย
ขั้นตอนที่ 1: ปรึกษาแพทย์ก่อนตัดใจทำ หรือซื้อคอร์สเสมอ
ไม่ว่าจะเลือกเทคโนโลยีไหน การปรึกษาแพทย์เป็นขั้นตอนแรกที่ขาดไม่ได้ แพทย์จะประเมินสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย ไขมัน และโครงสร้างใบหน้า ก่อนแนะนำตัวเลือกที่เหมาะสม
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของคลินิก
- ตรวจสอบว่า แพทย์มีใบอนุญาตและผ่านการอบรมการใช้เครื่อง
- ถามว่าเครื่องที่ใช้เป็น เครื่องจริงหรือเครื่อง Clone (สำคัญมาก เพราะเครื่องปลอมอาจเป็นอันตราย)
- ขอดู ภาพ Before & After ของคนไข้จริง ที่คลินิกรักษา
ขั้นตอนที่ 3: ทำความเข้าใจราคาและแผนการรักษา
- ระวัง ราคาถูกผิดปกติ อาจหมายถึงเครื่องไม่ได้มาตรฐาน หรือจำนวน Shot น้อยเกินไป
- ถาม จำนวน Shot ที่จะได้รับ เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานที่ส่งเข้าสู่ผิว
- วางแผน ค่าใช้จ่ายระยะยาว รวมถึงการบำรุงรักษาผลในปีถัดไป
ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้จาก Thermatight vs Thermage
ผลในระยะสั้น (1–4 สัปดาห์แรก)
- ผิวรู้สึกตึงขึ้นเล็กน้อย
- บางรายเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในโครงหน้า
- ผิวอาจดูสดใสขึ้นเล็กน้อยจากการกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
ผลในระยะกลาง (1–3 เดือน)
- คอลลาเจนใหม่เริ่มสร้างตัว ผิวเริ่มกระชับชัดเจน
- โครงหน้าเริ่มปรากฏ โดยเฉพาะบริเวณคางและขากรรไกร
- เนื้อผิวดูเรียบเนียนและอ่อนเยาว์มากขึ้น
ผลในระยะยาว (3–12 เดือน)
- ผลลัพธ์เต็มที่ โดยผิวกระชับและมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ
- ผลสามารถอยู่ได้ 1–2 ปี ขึ้นอยู่กับอายุ การดูแลผิว และพันธุกรรม
- แนะนำทำซ้ำปีละ 1 ครั้ง เพื่อรักษาผลอย่างต่อเนื่อง
Thermatight vs Thermage ทำแล้วต้องดูแลผิวอย่างไร?
การดูแลหลังทำ (1–7 วันแรก)
- หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น อบซาวน่า สระน้ำร้อน และการออกกำลังกายหนักใน 24–48 ชั่วโมงแรก
- ทาครีมบำรุงที่ไ และ กันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน
- หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดแรง บริเวณที่ทำในสัปดาห์แรก
การดูแลระยะยาว
- ดื่มน้ำ 6–8 แก้วต่อวันเพื่อให้ผิวชุ่มชื้น
- รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น วิตามินซี วิตามินอี
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อส่งเสริมการสร้างคอลลาเจน
- ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ Retinol หรือผลิตภัณฑ์กระตุ้นคอลลาเจนเสริม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ Thermatight vs Thermage
Thermatight กับ Thermage เจ็บไหม ?
ทั้งสองเทคโนโลยีมีระดับความเจ็บปวดแตกต่างกันในแต่ละคน โดยทั่วไปรู้สึกร้อนและเจ็บระดับปานกลาง (4–7 จาก 10) คลินิกส่วนใหญ่จะทาครีมชาก่อนทำเพื่อลดความรู้สึกไม่สบาย โดย Thermage FLX รุ่นใหม่ได้ปรับปรุงระบบ Vibration เพื่อลดความเจ็บปวดลงอย่างมีนัยสำคัญ
Thermatight vs Thermage ทำครั้งเดียวเห็นผลไหม?
ใช่ ทั้งสองเทคโนโลยีออกแบบมาเพื่อให้เห็นผลหลังทำครั้งเดียว แต่ผลเต็มที่จะปรากฏหลัง 3-6 เดือน เมื่อกระบวนการสร้างคอลลาเจนครบรอบแล้ว แนะนำทำซ้ำปีละ 1 ครั้งเพื่อรักษาผล
Thermatight กับ Thermage ต่างจาก Ultherapy อย่างไร ?
Ultherapy ใช้คลื่น Ultrasound แทน RF โดยเจาะลึกถึงชั้น SMAS เช่นกัน แต่มีกลไกการส่งพลังงานต่างกัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวแต่ละคน แพทย์อาจแนะนำรวมเทคโนโลยีทั้งสองประเภทเพื่อผลสูงสุด
อายุเท่าไหร่ถึงเริ่มทำได้ ?
โดยทั่วไปแนะนำสำหรับผู้ที่อายุ 30 ปีขึ้นไป ที่เริ่มมีสัญญาณความหย่อนคล้อย อย่างไรก็ตามบางรายอายุ 25–28 ปีอาจทำได้ถ้ามีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคล
Thermatight vs Thermage ทำแล้วผิวหน้าดูเป็นธรรมชาติไหม?
เมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและตั้งค่าพลังงานที่เหมาะสม ผลลัพธ์จะดูเป็นธรรมชาติมาก เพราะเป็นการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกาย ไม่ใช่การเติมสารหรือดึงผิว
ทำ Thermatight หรือ Thermage แล้วฉีดฟิลเลอร์ต่อได้ไหม ?
ได้ แต่แพทย์มักแนะนำให้เว้นระยะ อย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ หรือทำก่อน/หลังตามที่แพทย์ประเมิน เพื่อให้ผิวฟื้นตัวและหลีกเลี่ยงการรบกวนตำแหน่งฟิลเลอร์
Thermatight vs Thermage มีผลต่อฟิลเลอร์หรือโบท็อกที่ทำไว้ไหม ?
ความร้อนสูงอาจทำให้ฟิลเลอร์บางชนิดสลายตัวเร็วขึ้นได้ ควรแจ้งแพทย์ถึงประวัติการฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ทุกครั้งก่อนทำ เพื่อให้แพทย์วางแผนการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด
ราคา Thermatight vs Thermage ต่างกันมากไหม ?
โดยทั่วไป Thermatight มีราคา ถูกกว่า Thermage ประมาณ 20–50% แต่ขึ้นอยู่กับคลินิก จำนวน Shot ที่ใช้ และบริเวณที่รักษา ราคาถูกไม่ได้หมายความว่าด้อยคุณภาพเสมอไป แต่ควรตรวจสอบมาตรฐานอุปกรณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์ด้วย
สรุป Thermatight vs Thermage เลือกอะไรดีสุด
ทั้ง Thermatight และ Thermage ต่างเป็นเทคโนโลยีกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและได้ผล ไม่มีตัวไหน “ดีกว่า” โดยสมบูรณ์ เพราะการเลือกขึ้นอยู่กับสภาพผิว เป้าหมาย งบประมาณ และคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกเทคโนโลยี คือการเลือกคลินิกและแพทย์ที่น่าเชื่อถือ มีประสบการณ์ และใช้เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน เพราะเทคโนโลยีเดียวกันในมือแพทย์ที่มีทักษะต่างกันอาจให้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
หากยังไม่แน่ใจ ขอแนะนำให้ นัดปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินเฉพาะบุคคล ก่อนตัดสินใจเสมอ เพราะสุขภาพผิวของคุณคือการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าที่สุด


