Revitalise โปรแกรมสำหรับคนที่ไม่อยากให้ผิวหย่อนเร็ว
ผิวเริ่มหลวม ไม่กระชับ หรือดูหย่อนหลังอายุเพิ่มขึ้นและหลังลดน้ำหนักเร็ว ทำให้บางคนรู้สึกว่าหน้าดูไม่แน่น ผิวดูยับง่าย แก้มเริ่มตก หรือกรอบหน้าไม่ชัดเหมือนเดิม Revitalise จึงเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมฟื้นฟูผิวที่ออกแบบมาเพื่อดูแลปัญหาเหล่านี้ โดยใช้วัสดุ P(LA-CL) วางในชั้นผิว เพื่อช่วยพยุงโครงสร้างผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่จากภายในครับ
ในบทความนี้ หมอจะสรุปให้เข้าใจง่ายว่า Revitalise ช่วยฟื้นฟูผิวได้อย่างไร เหมาะกับใคร ใช้กี่ Line ต่อจุด เห็นผลช่วงไหน อยู่ได้นานกี่เดือน และมีข้อควรรู้อะไรก่อนทำ เพื่อให้คนไข้ประเมินได้เบื้องต้นว่าโปรแกรมนี้ตอบโจทย์ปัญหาผิวของตัวเองหรือไม่ครับ
สาารบัญ Revitalise
โปรแกรม Revitalise คืออะไร ?
Revitalise คือโปรแกรมฟื้นฟูผิวในกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่ใช้วัสดุ P(LA-CL) หรือเส้นใยคอลลาเจนเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว เหมาะกับผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ผิวหลวมจากคอลลาเจนหรือไขมันที่ลดลง โดยเฉพาะในผู้ที่ลดน้ำหนักเร็วแล้วรู้สึกผิวไม่แน่น เนื่องจากมีการสูญเสียไขมันหรือ Volume ใต้ผิวครับ
จุดเด่นของ Program Revitalise คือเป็นการกระตุ้นคอลลาเจนแบบ High-Precision Biostimulation หรือการกระตุ้นผิวอย่างแม่นยำ แพทย์สามารถวางวัสดุในชั้นผิวเพื่อช่วยพยุงโครงสร้างผิว พร้อมกระตุ้นการสร้าง Collagen Type I ที่ช่วยเรื่องความแข็งแรงของผิว และ Collagen Type III ที่เกี่ยวข้องกับความยืดหยุ่นและการซ่อมแซมผิวครับ
Definisse™ Revitalise Threads เป็นโปรแกรมฟื้นฟูผิวจากประเทศอิตาลี พัฒนาและผลิตโดยบริษัท Relife ซึ่งเป็นบริษัทด้าน Aesthetics ที่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญทางเภสัชกรรมและผิวหนังของ Menarini Group
วัสดุ P(LA-CL) ใน Revitalise คืออะไร ?
วัสดุ P(LA-CL) หรือ Poly(L-lactide-co-ε-caprolactone) เป็นโคพอลิเมอร์ระหว่าง PLLA (Poly-L-Lactic Acid) และ PCL (Polycaprolactone) ซึ่งเป็นวัสดุไหมสังเคราะห์ที่สามารถสลายได้ตามธรรมชาติ ในโปรแกรม Revitalise จะใช้ในรูปแบบเส้นใยขนาด 5 เซนติเมตร บรรจุพร้อมเข็มปลายทู่ (Cannula) ขนาด 40 mm 29G เพื่อวางในชั้นผิวที่ต้องการฟื้นฟูครับ
Revitalise มีหลักการทำงานอย่างไร ?
Revitalise ทำงานผ่าน 2 กลไกหลัก คือ Mechanical Effect ที่ช่วยพยุงโครงสร้างผิว และ Biostimulation Effect ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิวครับ
1. Mechanical Effect ช่วยพยุงโครงสร้างผิว
หลังทำ Revitalise วัสดุ P(LA-CL) จะถูกวางในชั้นผิวที่เหมาะสม เพื่อช่วยสร้างแรงพยุงผิว หรือ Mechanical Tension ในบริเวณที่เริ่มหย่อนคล้อย ผิวหลวม หรือไม่กระชับ
กลไกนี้ช่วยเสริมโครงสร้างผิวให้ดูแน่นขึ้น และช่วยให้ผิวบริเวณที่ทำดูมีความกระชับมากขึ้นหลังทำ โดยระดับการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสภาพผิว ความหย่อนคล้อย ตำแหน่งที่ทำ และการประเมินของแพทย์ครับ
2. Biostimulation Effect กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
วัสดุ P(LA-CL) จะช่วยกระตุ้นการทำงานของ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์สำคัญในชั้นผิวที่มีหน้าที่สร้างคอลลาเจนและ เส้นใยผิว เมื่อ Fibroblast ถูกกระตุ้น ร่างกายจะค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา โดยคอลลาเจนที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ คือ
- Collagen Type I ช่วยเรื่องความแข็งแรงและความแน่นของโครงสร้างผิว
- Collagen Type III ช่วยเรื่องความยืดหยุ่น การซ่อมแซมผิว และคุณภาพผิวโดยรวม
เมื่อเวลาผ่านไป วัสดุ P(LA-CL) จะค่อย ๆ สลายตัวผ่านกระบวนการ Hydrolysis โดยแตกตัวเป็น Lactic acid และ 6-Hydroxycaproic acid ซึ่งร่างกายสามารถจัดการและขับออกได้เองตามธรรมชาติ พร้อมกับเกิดโครงข่ายคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิว ทำให้ผิวค่อย ๆ ดูแน่น กระชับ ยืดหยุ่น และมีคุณภาพดีขึ้น ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลครับ
จุดเด่นของโปรแกรม Revitalise
โปรแกรม Revitalise มีจุดเด่นในการฟื้นฟูโครงสร้างผิวและกระตุ้นคอลลาเจนเฉพาะจุดอย่างแม่นยำ ช่วยให้ผิวดูแน่น กระชับ ยืดหยุ่น และมีคุณภาพดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีจุดเด่นหลัก ๆ ได้แก่
- ฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ช่วยให้ผิวดูแน่น แข็งแรง และมีคุณภาพดีขึ้น
- สามารถกำหนดจุดที่ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนได้แม่นยำ เพราะเป็น High-Precision Biostimulation
- กระตุ้นการสร้าง Collagen Type I และ Type III ช่วยเสริมความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการซ่อมแซมผิว
- ช่วยให้ผิวดูกระชับขึ้น ลดลักษณะผิวหย่อนคล้อย ผิวหลวม หรือผิวขาดแรงพยุง
- ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ผิวดูเด้ง คืนตัวดี และดูอ่อนเยาว์ขึ้น
- ให้แรงพยุงโครงสร้างผิวหลังทำ ด้วย Mechanical Tension ช่วยเสริมความแน่นของผิวในบริเวณที่ทำ
- ใช้เวลาทำไม่นาน ประมาณ 15-20 นาที เจ็บน้อย ไม่ต้องพักฟื้นนาน และบวมช้ำน้อย
- ไม่รู้สึกถึงเส้นไหม ไม่ระคายเคือง ไม่เป็นก้อนไต และดูแลหลังทำง่าย
- ไม่ต้องนวดหลังทำ ลดความยุ่งยากในการดูแลตัวเองหลังหัตถการ
- ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 18 เดือน จากกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่
โปรแกรม Revitalise ช่วยอะไรบ้าง ?
โปรแกรม Revitalise หลัก ๆ จะช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ครับ ทำให้ผิวค่อย ๆ ดูแน่น กระชับ ยืดหยุ่น และแข็งแรงขึ้น
สิ่งที่โปรแกรม Revitalise ช่วยดูแลได้ ได้แก่
- ฟื้นฟูโครงสร้างผิว ให้ผิวดูแน่นและแข็งแรงขึ้น
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน โดยเฉพาะ Collagen Type I และ Type III
- เสริมความกระชับ ลดลักษณะผิวหลวม ไม่แน่น หรือขาดแรงพยุง
- เพิ่มความยืดหยุ่นของผิว ทำให้ผิวดูเด้งและคืนตัวได้ดีขึ้น
- ช่วยให้ผิวบางและผิวเหี่ยวย่นดูดีขึ้น โดยเฉพาะผิวที่ดูยับ ไม่เรียบเนียน หรือขาดความแน่น
- ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ จากการฟื้นฟูคอลลาเจนในชั้นผิว
- เสริมคุณภาพผิวในระยะยาวโดยกระตุ้นการสร้างโครงข่ายคอลลาเจนใหม่
Revitalise เหมาะกับใครบ้าง ?
โปรแกรม Revitalise เหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูแน่น กระชับ และแข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มมีสัญญาณของคอลลาเจนลดลง เช่น ผิวบาง ผิวหลวม ผิวไม่กระชับ หรือผิวขาดความยืดหยุ่นครับ
1. กลุ่ม Prejuvenation
เหมาะกับกลุ่มอายุน้อย หรือผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวในระยะแรก เช่น โครงสร้างผิวเริ่มเสื่อมเล็กน้อย ผิวบางลง ผิวไม่แน่นเหมือนเดิม หรือเริ่มรู้สึกว่าผิวขาดความยืดหยุ่น เป้าหมายของกลุ่มนี้คือ ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิว ชะลอความเสื่อม และกระตุ้นคอลลาเจนตั้งแต่ปัญหายังไม่ชัดมากครับ
2. กลุ่ม Rejuvenation
เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีอายุ หรือมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยชัดเจนขึ้น เช่น ผิวหลวม ผิวไม่กระชับ แก้มเริ่มตก หรือเริ่มมีการสูญเสีย Volume ใต้ผิวบางส่วนผู้ที่ โดยเฉพาะผู้ที่ลดน้ำหนักเร็วแล้วผิวดูไม่แน่น เป้าหมายของกลุ่มนี้คือ ช่วยเพิ่ม Structural Support ให้ผิว ฟื้นฟูเซลล์ไฟโบรบลาสต์ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เพื่อให้ผิวค่อย ๆ ดูแน่นและแข็งแรงขึ้นครับ
3. กลุ่ม Combination
เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลทั้งโครงสร้างผิวและคุณภาพผิวไปพร้อมกัน โดยอาจใช้ร่วมกับ Hydrobooster เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ความเรียบเนียน และความยืดหยุ่นของผิว เป้าหมายของกลุ่มนี้คือ ดูแลให้ครอบคลุมทั้ง Skin Structure และ Skin Quality เหมาะกับคนที่มีทั้งปัญหาผิวไม่แน่น ผิวแห้ง ขาดน้ำ หรือผิวไม่เรียบเนียนร่วมด้วยครับ
Revitalise ไม่เหมาะกับใครบ้าง ?
กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงหรือควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนทำ Revitalise ได้แก่
- ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือแผลเปิดบริเวณที่จะทำ เช่น ผิวอักเสบ เป็นหนอง มีแผลสด หรือมีผื่นรุนแรง ควรรักษาให้หายดีก่อน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อหลังทำ
- ผู้ที่มีประวัติแพ้วัสดุหรือแพ้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเส้นไหม/วัสดุกระตุ้นคอลลาเจน ควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรแจ้งรายชื่อยาและโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบ
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดหรือภูมิคุ้มกันผิดปกติ เช่น โรคที่ควบคุมอาการไม่ได้ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคที่ส่งผลต่อการหายของแผล
- ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยมาก หรือมี Volume ใต้ผิวลดลงชัดเจน แพทย์อาจแนะนำให้ทำร่วมกับหัตถการอื่น
- ผู้ที่คาดหวังผลลัพธ์แบบเปลี่ยนชัดทันทีหรือถาวร
โปรแกรม Revitalise P(LA-CL) ต่างจากการร้อยไหมยกหน้าอย่างไร ?
โปรแกรม Revitalise P(LA-CL) และการร้อยไหมยกหน้า ใช้วัสดุกลุ่มไหมเหมือนกัน แต่มีเป้าหมายหลักต่างกันครับ ซึ่งหมอจะมาสรุปข้อมูลเปรียบเทียบความต่างให้เข้าใจง่าย ดังนี้ครับ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Revitalise P(LA-CL) | ร้อยไหมยกหน้า |
|---|---|---|
| วัสดุหลัก | ใช้วัสดุ P(LA-CL) ในรูปแบบเส้นใยขนาด 5 cm. (ไหมละลาย) | ใช้ไหมละลาย เช่น PDO, PLLA, PCL หรือวัสดุอื่นตามชนิดของไหม |
| เป้าหมายหลัก | ฟื้นฟูผิว กระตุ้นคอลลาเจน เพิ่มความแน่นและความยืดหยุ่นของผิว | ยกหน้า ดึงแก้ม กรอบหน้า หรือเหนียงที่หย่อนคล้อย |
| กลไกการทำงาน | กระตุ้นคอลลาเจนแบบ ร่วมกับยกพยุงโครงสร้างผิว | ใช้แรงดึงของไหมเพื่อยกเนื้อเยื่อ และกระตุ้นคอลลาเจนตามแนวไหม |
| ผลลัพธ์ที่เน้น | ผิวดูแน่นขึ้น กระชับขึ้น คุณภาพผิวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป | ใบหน้าดูยกขึ้น กรอบหน้าชัดขึ้น ลดความหย่อนคล้อยได้ชัดกว่า |
| ระดับการดึงยก | มีแรงพยุงเชิงโครงสร้าง แต่ไม่ได้เน้นดึงยกมากเท่าไหมยกหน้า | เด่นเรื่องการดึงยกและจัดตำแหน่งผิวที่หย่อน |
| ระยะเวลาอยู่ได้นาน | ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 18 เดือน | ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6-18 เดือน |
| ปัญหาที่ตอบโจทย์ | ผิวบาง ผิวหลวม ผิวไม่แน่น ขาดความยืดหยุ่น คอลลาเจนลดลง | แก้มหย่อน กรอบหน้าไม่ชัด เหนียง ผิวตกจากแรงโน้มถ่วง |
| ลักษณะผลลัพธ์ | ค่อย ๆ ดีขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนใหม่ | เห็นการยกกระชับได้ชัดกว่าในช่วงแรก |
| การดูแลหลังทำ | ไม่ต้องพักฟื้น ดูแลง่าย ไม่ต้องนวดหลังทำ | ต้องระวังการอ้าปากกว้าง เคี้ยวของแข็ง นวดหน้า หรือขยับหน้าแรงในช่วงแรก |
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโปรแกรม Revitalise และการร้อยไหมยกหน้า
ทั้งในด้านวัสดุ กลไก ผลลัพธ์ และปัญหาผิวที่ตอบโจทย์
สรุปคือ Revitalise P(LA-CL) เหมาะกับงานฟื้นฟูผิวให้แน่น แข็งแรง และยืดหยุ่นขึ้น ส่วนการร้อยไหมยกหน้าเหมาะกับยกแก้มหย่อน กระชับผิวครับ
ถ้าปัญหาหลักคือผิวบาง ผิวหลวม หรือผิวไม่แน่น Revitalise จะตอบโจทย์ในด้านการฟื้นฟูคุณภาพผิวมากกว่า แต่ถ้ามีแก้มหย่อน กรอบหน้าไม่ชัด หรือเหนียงชัด แพทย์อาจประเมินว่าเหมาะกับการร้อยไหมยกหน้า หรือวางแผนทำร่วมกับหัตถการอื่นครับ
เปรียบเทียบ Revitalise ต่างจาก Biostimulator แบบฉีดอย่างไร ?
Revitalise และ Biostimulator แบบฉีด เช่น Sculptra, HArmonyCa, Profhilo, Radiesse, Juvelook, Ultracol, ELLANSÉ และ Gouri จัดอยู่ในกลุ่มหัตถการที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูคุณภาพผิวเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันในด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์ วัสดุหลัก กลไกการทำงาน และผลลัพธ์ที่เน้น
จุดต่างสำคัญคือ Revitalise เป็น P(LA-CL) ที่ใช้การวางวัสดุ (เส้นไหม) ในชั้นผิวเพื่อพยุงโครงสร้างผิวและกระตุ้นคอลลาเจนเฉพาะตำแหน่ง ขณะที่ Biostimulator แบบฉีดจะอาศัยการกระจายตัวของสารในเนื้อเยื่อ เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนหรือปรับคุณภาพผิวในบริเวณที่ฉีดครับ
| โปรแกรม | วัสดุหลัก | รูปแบบ | จุดเด่นที่เน้น |
|---|---|---|---|
| Revitalise | P(LA-CL) หรือ Poly(L-lactide-co-ε-caprolactone) | เส้นใยคอลลาเจนวางในชั้นผิว | เน้น High-Precision Biostimulation วางตำแหน่งได้แม่นยำ ช่วยพยุงโครงสร้างผิวและกระตุ้น Collagen Type I และ III |
| Sculptra | PLLA หรือ Poly-L-Lactic Acid | แบบฉีด / สารกระตุ้นคอลลาเจน | เน้นกระตุ้นคอลลาเจนแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมาะกับการฟื้นฟูผิวและ Volume ในระยะยาว |
| HArmonyCa | Hyaluronic Acid (HA) + Calcium Hydroxylapatite (CaHA) | Hybrid injectable | ให้ทั้งการเติมเต็มจาก HA และการกระตุ้นคอลลาเจนจาก CaHA |
| Profhilo | HA ความเข้มข้นสูง | แบบฉีด / Skin Remodeling | เน้นเพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟูคุณภาพผิว ความเรียบเนียน และความยืดหยุ่นของผิว |
| Radiesse | CaHA หรือ Calcium Hydroxylapatite | แบบฉีด / Biostimulatory filler | ให้ผลด้านการพยุงหรือเติมเต็มบางส่วน พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนและ ECM |
| Juvelook | PDLLA + HA | Hybrid skin booster / Biostimulator | เน้นงานผิวละเอียด รูขุมขน ริ้วรอยเล็ก ๆ หลุมสิวตื้น และความชุ่มชื้นร่วมกับการกระตุ้นคอลลาเจน |
| Ultracol | PDO Microsphere | แบบฉีด / Liquid Thread | เน้นกระตุ้น Collagen Type I และ III เพิ่มความแน่นของผิวและความกระชับ |
| ELLANSÉ | PCL Microsphere + CMC gel | แบบฉีด / Biostimulatory filler | ให้ผลเติมเต็มจาก CMC gel และกระตุ้นคอลลาเจนจาก PCL microsphere |
| Gouri | Fully Liquid PCL | แบบฉีด / Liquid PCL | เน้นการกระจายตัวของ PCL เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนทั่วบริเวณที่ทำ |
ตารางเปรียบเทียบ Revitalise กับ Biostimulator แบบฉีด
โดยสรุปความแตกต่างด้านวัสดุหลัก รูปแบบผลิตภัณฑ์ และจุดเด่นของแต่ละกลุ่ม
จากตารางจะเห็นว่า Revitalise ต่างจาก Biostimulator แบบฉีดตรงที่เป็นวัสดุแบบ Line ไม่ใช่สารละลายที่ฉีดกระจายตัวในเนื้อเยื่อ สามารถกำหนดจุดที่ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนได้แน่นอน มีความแม่นยำสูง ช่วยพยุงโครงสร้างผิวเฉพาะจุด หลังทำไม่ต้องนวด ผลลัพธ์เรียบเนียนไปกับผิว ไม่เป็นก้อนไตใต้ผิวครับ
Revitalise และ Biostimulator แต่ละตัวเหมาะกับใคร ?
- Revitalise : เหมาะกับผิวหลวม ผิวบาง ไม่แน่น ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนแบบวางตำแหน่งแม่นยำ
- Sculptra : เหมาะกับผิวหย่อนคล้อย หน้าโทรม ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว
- Radiesse : เหมาะกับผิวไม่แน่น ต้องการพยุงผิวและกระตุ้นคอลลาเจน
- HArmonyCa : เหมาะกับคนที่ต้องการทั้งเติมเต็มและกระตุ้นคอลลาเจน
- Profhilo : เหมาะกับผิวแห้ง ขาดน้ำ ไม่ฉ่ำ ต้องการเพิ่มความชุ่มชื้นและยืดหยุ่น
- Juvelook : เหมาะกับรูขุมขนกว้าง ริ้วรอยเล็ก ๆ หลุมสิวตื้น งานผิวละเอียด
- Ultracol : เหมาะกับผิวเริ่มหย่อน ไม่กระชับ ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนแนวไหมน้ำ
- ELLANSÉ : เหมาะกับคนที่ต้องการเติม Volume พร้อมกระตุ้นคอลลาเจน
- Gouri : เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวบริเวณกว้าง ให้ผิวแน่นและยืดหยุ่นขึ้น
แต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นและคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวที่แตกต่างกัน การเลือกยี่ห้อที่เหมาะสมควรพิจารณาจากปัญหาผิว ระยะเวลาที่ต้องการผลลัพธ์ และคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย
โปรแกรม Revitalise ทำตำแหน่งไหนได้บ้าง ?
Revitalise สามารถทำได้หลายตำแหน่งบนใบหน้าและลำคอ ได้แก่
- บริเวณโหนกแก้ม ช่วยเสริมความแน่นและพยุงผิวช่วงกลางหน้า
- บริเวณแก้ม ช่วยฟื้นฟูผิวที่เริ่มหลวม ไม่กระชับ หรือขาดความยืดหยุ่น
- บริเวณหน้าแก้ม ช่วยดูแลผิวที่เริ่มยุบหรือดูไม่แน่นจากคอลลาเจนที่ลดลง
- บริเวณกรอบหน้า / แนวขากรรไกร ช่วยเสริมความกระชับของผิวบริเวณแนวกรอบหน้า
- บริเวณรอบปาก / ร่องน้ำหมาก ช่วยดูแลผิวบาง ริ้วรอยเล็ก ๆ หรือผิวที่เริ่มขาดความแน่น
- บริเวณเหนียงใต้คาง ช่วยดูแลผิวที่เริ่มหย่อนหรือหลวมบริเวณใต้คาง
- บริเวณลำคอ ช่วยฟื้นฟูผิวคอที่เริ่มบาง เหี่ยวย่น หรือขาดความยืดหยุ่น
ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับการทำทุกตำแหน่ง แพทย์จะเป็นผู้ประเมินก่อนทำ เพื่อเลือกตำแหน่งและแนวการวางวัสดุให้เหมาะกับปัญหาผิวจริงของแต่ละคนครับ
ทำ Revitalise แต่ละตำแหน่ง ใช้ P(LA-CL) กี่ Line ?
จำนวน Line ของ Revitalise P(LA-CL) ที่ใช้จะแตกต่างกันตามตำแหน่ง ปัญหาผิว และระดับความหย่อนคล้อยครับ โดยแพทย์จะประเมินก่อนทำว่าแต่ละเคสควรใช้กี่ Line เพื่อให้ครอบคลุมบริเวณที่ต้องการฟื้นฟูและยกพยุงโครงสร้างผิวอย่างเหมาะสม
| ตำแหน่ง / ปัญหาที่ต้องการดูแล | จำนวน Line ที่ใช้โดยประมาณ |
|---|---|
| ยกคิ้ว / ร่องแก้ม / ยกเหนียง | 5-10 Line |
| ลดร่องแก้ม + Upper & Mid Face Lift / ยกเหนียง | 15 Line |
| Lower Face Lift / ยกแก้ม / ยกกรอบหน้า / ยกเหนียง | 25-35 Line |
| ทั่วหน้า | 50 Line ขึ้นไป |
หมายเหตุ : จำนวน Line และราคา Revitalise ในแต่ละตำแหน่ง อาจปรับเปลี่ยนตามปัญหาผิว ระดับความหย่อนคล้อย และการประเมินของแพทย์
Revitalise เห็นผลเมื่อไหร่ ?
หลังทำ Revitalise จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีประมาณ 15-20% จากแรงพยุงโครงสร้างผิว ส่วนผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูผิวและการกระตุ้นคอลลาเจนจะค่อย ๆ ชัดขึ้นในช่วงประมาณ 1-3 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ ตำแหน่งที่ทำ จำนวนที่ใช้ และการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคลครับ
Revitalise ผลลัพธ์อยู่ได้นานกี่เดือน ?
ผลลัพธ์ของ Revitalise อยู่ได้นานประมาณ 18 เดือน วัสดุจะค่อย ๆ สลายผ่านกระบวนการ Hydrolysis และถูกดูดซึมตามธรรมชาติ โดยมีไทม์ไลน์โดยประมาณดังนี้ครับ
- 9-12 เดือน : วัสดุเริ่มสลายตัว และเปิดพื้นที่ให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
- 12-15 เดือน : วัสดุถูกดูดซึมจนเกือบสมบูรณ์
- 18 เดือน : วัสดุสลายและดูดซึมหายไปอย่างสมบูรณ์ เหลือโครงข่ายคอลลาเจนใหม่ที่ร่างกายสร้างขึ้น
ทั้งนี้ ระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ ตำแหน่งที่ทำ จำนวนที่ใช้ เทคนิคของแพทย์ และการดูแลตัวเองหลังทำของแต่ละบุคคลครับ
Revitalise ปลอดภัยไหม ? มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง ?
Revitalise ใช้วัสดุ P(LA-CL) ซึ่งเป็นวัสดุที่สามารถค่อย ๆ สลายและดูดซึมได้ตามธรรมชาติ ออกแบบมาเพื่อช่วยกระตุ้น Collagen Type I และ Type III และช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม โดยงานทบทวนวิชาการของ Wong V. ปี 2021 ได้ระบุว่า Poly (L-lactide-co-ε-caprolactone) มีข้อมูลสนับสนุนด้านการสลายตัว การดูดซึม ความเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อ Revitalise จึงความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการใช้กับหัตถการฟื้นฟูใบหน้าครับ
นอกจากนี้ วัสดุ P(LA-CL) มีข้อมูลการใช้งานมากกว่า 10 ปี ไม่พบสัญญาณการอักเสบเฉียบพลันหลัง 2 เดือน ไม่พบเนื้อตายหรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อ และสามารถถูกดูดซึมเข้ากับเนื้อเยื่อใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม หลังทำอาจพบผลข้างเคียงได้ เช่น มีอาการบวม มีเลือดออกใต้ชั้นผิว หรือช้ำได้ในคนที่มีผิวบอบบาง จึงควรทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ใช้ผลิตภัณฑ์แท้ และวางวัสดุในชั้นผิวที่เหมาะสมครับ
ก่อนทำ Revitalise ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?
ก่อนทำ Revitalise ไม่ได้มีการเตรียมตัวที่ยุ่งยากครับ ควรเข้ารับการประเมินกับแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพื่อดูว่าสภาพผิว ปัญหาผิว และตำแหน่งที่ต้องการทำเหมาะกับโปรแกรมนี้หรือไม่ครับ
การเตรียมตัวก่อนทำ Revitalise มีดังนี้
- แจ้งโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบก่อนทำ
- แจ้งยาที่ใช้ประจำ โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด หรือยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- แจ้งประวัติแพ้ยา แพ้วัสดุ หรือเคยมีปัญหาหลังทำหัตถการมาก่อน
- หากมีแผลเปิด ผื่นอักเสบ หรือการติดเชื้อบริเวณที่จะทำ ควรรักษาให้หายก่อน
- หลีกเลี่ยงการทำทรีตเมนต์หรือหัตถการที่รุนแรงบริเวณใบหน้าใกล้วันทำ หากแพทย์เห็นว่าควรเว้นระยะ
- งดหรือหลีกเลี่ยงยาบางชนิดและอาหารเสริมที่เพิ่มโอกาสช้ำตามคำแนะนำของแพทย์
การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยลดโอกาสเกิดรอยช้ำ บวม หรือผลข้างเคียง และช่วยให้แพทย์วางแผนการทำได้เหมาะกับแต่ละบุคคลมากขึ้นครับ
หลังทำ Revitalise ต้องดูแลตัวเองอย่างไร ?
หลังทำ Revitalise ควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดอาการบวม ช้ำ และลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงครับ
วิธีดูแลหลังทำ Revitalise ได้แก่
- ประคบเย็นหลังทำ เพื่อลดอาการบวมและช้ำ
- หากมีอาการเจ็บหรือปวด สามารถรับประทานพาราเซตามอลได้ตามคำแนะนำ
- หลีกเลี่ยงการถู นวด หรือกดแรง ๆ บริเวณที่ทำประมาณ 5 วัน
- หลีกเลี่ยงการแสดงสีหน้าหรือขยับหน้าแรง ๆ ประมาณ 1 สัปดาห์
- งดซาวน่า อบไอน้ำ และแช่น้ำร้อนประมาณ 1–2 สัปดาห์
- งดแต่งหน้าประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
- หลีกเลี่ยงการทำทรีตเมนต์หรือนวดหน้าประมาณ 10 วัน
- งดออกกำลังกายหนักในช่วงแรก หากแพทย์แนะนำให้พัก
- หากมีอาการผิดปกติ ควรติดต่อคลินิกหรือพบแพทย์ทันที
โดยทั่วไป Revitalise เป็นหัตถการที่ดูแลหลังทำไม่ยุ่งยาก และไม่จำเป็นต้องนวดหลังทำ แต่ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจกระทบตำแหน่งที่วางวัสดุในช่วงแรกครับ
Revitalise ทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม ?
Revitalise สามารถวางแผนทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ครับ โดยแพทย์จะพิจารณาจากปัญหาผิวหลักของคนไข้ เช่น ผิวขาดน้ำ ผิวไม่เรียบเนียน ผิวหย่อนคล้อย หรือมี Volume ใต้ผิวลดลงร่วมด้วย
หัตถการที่สามารถทำร่วมกับ Revitalise ได้ เช่น
- Revitalise ทำร่วมกับ Skin Booster /ฟิลเลอร์ / คอลลาเจนสด เพื่อช่วยเสริมเรื่องความชุ่มชื้น ความเรียบเนียน และคุณภาพผิว
- Revitalise ทำร่วมกับเครื่องยกกระชับ / EBD (Energy-Based Device) โดยแนะนำให้เว้นระยะประมาณ 45 วัน เพื่อลดภาวะบวมของเนื้อเยื่อ หรือ Tissue Edema ลดการกระตุ้นผิวมากเกินไป และช่วยให้แพทย์วางวัสดุในชั้นผิวได้แม่นยำขึ้น
ทั้งนี้ ลำดับการทำหัตถการควรให้แพทย์เป็นผู้วางแผน เพราะแต่ละคนมีสภาพผิว ความหย่อนคล้อย และเป้าหมายที่ไม่เหมือนกันครับ
Revitalise ราคาเท่าไหร่ ?
Revitalise ราคาเริ่มต้นที่ 9,000.-/ 5 Line ครับ ทั้งนี้จะแตกต่างกันตามจำนวน Line ที่ใช้ ตำแหน่งที่ทำ ปัญหาผิวของแต่ละบุคคล และแผนการรักษาที่แพทย์ประเมิน เช่น บางเคสต้องการฟื้นฟูเฉพาะจุด อาจใช้จำนวน Line ไม่มาก แต่ถ้ามีผิวหลวม ผิวหย่อน หรือผิวไม่กระชับหลายตำแหน่ง อาจต้องใช้จำนวน Line มากขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมบริเวณที่ต้องการดูแล
Revitalise ราคาโปรโมชั่น ที่ V Square Clinic
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Revitalise
Revitalise เจ็บไหม ?
ระหว่างทำอาจรู้สึกเจ็บ ตึง หรือระบมเล็กน้อยได้ครับ โดยทั่วไปใช้เวลาทำไม่นาน ประมาณ 15-20 นาที และหลังทำอาจมีบวม ช้ำ หรือตึงผิวได้ในบางราย ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ
Revitalise ต้องนวดหลังทำไหม ?
Revitalise โดยทั่วไปไม่ต้องนวดหลังทำครับ หลังทำควรหลีกเลี่ยงการกด ถู หรือนวดแรง ๆ บริเวณที่ทำ เพื่อไม่ให้กระทบตำแหน่งที่วางวัสดุในชั้นผิว
Revitalise ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร ?
Revitalise เน้นกระตุ้นคอลลาเจนและฟื้นฟูโครงสร้างผิว ไม่ได้เน้นเติมเต็ม Volume แบบฟิลเลอร์ครับ ส่วนฟิลเลอร์เหมาะกับการเติมเต็มร่องลึก ใต้ตา ขมับ แก้มตอบ หรือบริเวณที่มี Volume ลดลงชัดเจน
โปรแกรม Revitalise ช่วยลดเหนียงได้ไหม ?
Revitalise สามารถใช้ดูแลบริเวณใต้คางหรือเหนียงได้ในบางเคส โดยเน้นช่วยให้ผิวบริเวณนั้นดูกระชับและแน่นขึ้นครับ แต่ถ้าเหนียงเกิดจากไขมันสะสมมาก อาจต้องประเมินร่วมกับหัตถการลดไขมันหรือยกกระชับอื่น ๆ ร่วมด้วย
Revitalise ทำแล้วแต่งหน้าได้ไหม ?
หลังทำ Revitalise แนะนำให้งดแต่งหน้าประมาณ 24 ชั่วโมงครับ เพื่อลดโอกาสระคายเคืองหรือการติดเชื้อบริเวณรอยเข็ม หลังจากนั้นสามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ หากไม่มีอาการผิดปกติ
Revitalise ทำแล้วออกกำลังกายได้ไหม ?
หลังทำควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในช่วงแรกครับ เพราะอาจกระตุ้นอาการบวม ช้ำ หรือทำให้บริเวณที่ทำระบมมากขึ้น ควรรอให้ผิวเข้าที่ก่อน และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
Revitalise ทำแล้วต้องกลับมาติดตามผลไหม ?
ควรกลับมาติดตามผลตามที่แพทย์นัดครับ เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของผิว ดูตำแหน่งที่ทำ และวางแผนต่อว่าจำเป็นต้องทำเพิ่มหรือทำร่วมกับหัตถการอื่นหรือไม่ครับ
สรุป Revitalise ทางเลือกดูแลผิวหลวม ผิวบาง และผิวขาดความยืดหยุ่น
Revitalise เป็นโปรแกรมที่เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟู “คุณภาพผิว” จากภายใน โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาผิวหลวม ผิวบาง ไม่กระชับ ขาดความยืดหยุ่น หรือเริ่มรู้สึกว่าผิวไม่แน่นเหมือนเดิมครับ จุดเด่นคือการใช้วัสดุ P(LA-CL) ช่วยพยุงโครงสร้างผิว พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวค่อย ๆ ดูแน่น แข็งแรง และยืดหยุ่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับคนที่สนใจทำ Revitalise หมอแนะนำให้เริ่มจากการประเมินสภาพผิวกับแพทย์ก่อนครับ เพราะแต่ละคนมีปัญหาผิวไม่เหมือนกัน บางคนเหมาะกับการทำเฉพาะจุด บางคนอาจต้องดูแลหลายตำแหน่ง หรือวางแผนร่วมกับหัตถการอื่น เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสมดุล เหมาะกับโครงสร้างใบหน้า และตอบโจทย์ปัญหาผิวจริงของแต่ละบุคคลมากที่สุดครับ
อ้างอิง
- Santorelli, A., Mentone, A., D’Alessio, F. M., Uderzo, S., Manni, M., & Wong, V. (2026). The Combined Benefits of Definisse™ Revitalise Threads and Definisse [KP1]® Redensifying Cream Treatments: A 19-Patient Case Series. Life, 16(3), 465. https://doi.org/10.3390/life16030465


