เมโสหน้าใส คืออะไร? อันตรายหรือไม่? ข้อควรรู้ก่อนทำเมโสหน้าใส | V Square clinic



รวมคำถามยอดฮิต เมโสหน้าใส

เมโสหน้าใส ในบทความนี้หมอจะอธิบายอย่างเจาะลึกว่าคืออะไร ช่วยให้หน้าใสได้อย่างไร เมโสหน้าใสเหมาะกับใครบ้าง เมโสหน้าใสราคาเท่าไหร่ นอกจากเมโสหน้าใสแล้ว มีวิธีใดบ้างที่ช่วยทำให้หน้าใส รวมทั้งข้อควรระวังในการทำเมโสหน้าใส

รวมคำถามยอดฮิต เกี่ยวกับ เมโสหน้าใส | โดยทีมแพทย์ V Square Clinic

1. เมโสหน้าใสคืออะไร คำว่า “เมโส” มีที่มาอย่างไร…?

2. เมโสหน้าใสแต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร ?

3. เทคนิคการฉีดเมโสหน้าใสแบบสะกิด vs 16 จุด

4. หน้ามัน รูขุมขนกว้าง เมโสช่วยได้ไหม ?

5. หลังทำเมโสแล้วผื่นแดงขึ้น ต้องทำอย่างไร ?

6. เมโสหน้าใสเห็นผลในกี่วัน และต้องทำบ่อยแค่ไหน ?

7. การฉีดเมโสหน้าใสเหมาะกับใครบ้าง ?

8. นอกจากเมโสหน้าใสแล้ว มีวิธีไหนที่ช่วยให้หน้าใสได้อีก ?

9. ข้อควรระวังในการทำเมโสหน้าใส


Q : เมโสหน้าใสคืออะไร คำว่า “เมโส” มีที่มาอย่างไร…?

คือทางลัดในการนำส่วนผสมที่มีอยู่ในครีมต่างๆ โดยเฉพาะตัวที่ดูดซึมจากการทาได้ยาก มาทำให้สามารถฉีดเข้าในชั้นผิวได้โดยตรง และออกฤทธิ์ไวขึ้น จากปกติอาจใช้เวลาเป็นเดือน ทำให้เริ่มเห็นผลได้ใน1อาทิตย์หลังฉีด

คำว่าเมโส มาจากคำว่า meso แปลว่าตรงกลาง หมายถึงการฉีดลงใน “ชั้นกลางของผิว”

การฉีดเมโสหน้าใส คล้ายๆกับลูกแอปเปิ้อ

เมโสหน้าใสจะช่วยเพิ่มคอลลาเจนในชั้นผิวเพื่อให้ผิงเต่งตึงคล้ายผลแอปเปิ้ลในรูป


Q : เมโสหน้าใสแต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร?

แบ่งเมโสหน้าใสได้เป็น 3 กลุ่มดังนี้

  1. เน้นหน้าขาว มีส่วนผสมของวิตามินต่างๆที่ทำให้หน้าขาว
    เช่น vitamin ABCE, Transamin, Glutatione
  2. เน้นหน้าใส จะมีส่วนผสมของคอลลาเจน และ โคเอนไซม์ เป็นหลัก ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ให้ผิวฟูขึ้น กระชับรูขุมขน
  3. เน้นลดสิว-แก้ผื่น จะช่วยลดการอักเสบ ขับสารพิษที่สะสมออก คอลลาเจนยังช่วยให้ต่อมไขมันทำงานลดลงช่วยลดสิว เมโสยี่ห้อที่มีจุดเด่นด้านนี้คือ มาเด้-คอลลาเจน ครับ

เนื่องจากผิวหน้าแต่ละคนมีลักษณะแตกต่างกัน การจะทราบว่าผิวหน้าของเรานั้น เหมาะกับเมโสตัวไหน เราควรให้หมอตรวจประเมินเพื่อปรับสูตรเมโสให้เหมาะกับสภาพผิวและความต้องการของแต่คนครับ ที่ V Square Clinic เราจะให้แพทย์ตรวจประเมินผิวหน้าคนไข้ก่อนทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าคนไข้จะได้สูตรเมโสที่เหมาะกับสภาพผิวคนไข้มากที่สุด


Q : เทคนิคการฉีดเมโสหน้าใสแบบสะกิด vs 16 จุด

  • การฉีดเมโสหน้าใสแบบสะกิด

แต่เดิม การฉีดเมโสจะใช้เข็มฉีดตัวยากระจายเป็นจุดเล็ก ๆ ในผิวชั้นตื้นทั่วทั้งหน้าเรียกว่า mesotherapy
ข้อดีของการใช้เข็มจิ้มเป็นจุดเล็ก ๆ ทั่วหน้า จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปด้วยในตัว แต่ข้อเสียคือ อาจเกิดรอยช้ำรอยแดง และถ้าระหว่างฉีดไม่สะอาดพอจะเกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้ (ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับคนไข้ที่ซื้อเมโสมาฉีดเอง )

รูปภาพตัวอย่าง การฉีดเมโสหน้าใสแบบ 16 จุด

ในรูปนี้จะเป็นการทำเมโสหน้าใสแบบสะกิดครับ

  • การฉีดเมโสหน้าใสแบบ 16 จุด

ต่อมาที่ประเทศอิตาลีมีการค้นพบเทคนิคการฉีด 16 จุด โดยจะฉีดตามทิศทางการไหลเวียนของต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมีข้อดีคือ เป็นแผลน้อยกว่า รอยช้ำน้อยกว่า เจ็บน้อยกว่า ตัวยาออกฤทธิ์ได้ยาวนานกว่า เปรียบเทียบคล้ายเราฝังตัวยาไว้ที่ต้นน้ำแล้วปล่อยให้ยาค่อย ๆ ไหลกระจายออกมา เทคนิคนี้จะออกฤทธิ์ได้นานกว่าแบบสะกิด

เทคนิคการฉีดเมโสหน้าใส 16 จุด
เทคนิคการฉีดเมโสหน้าใส 16 จุด

ภาพแสดงการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองที่นำมาใช้ในเทคนิคดารฉีดเมโสแบบ 16 จุด


 

Q : หน้ามัน รูขุมขนกว้าง เมโสช่วยได้ไหม ?

หน้าที่ของต่อมไขมันคือรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวครับ ถ้าเราฉีดคอลลาเจนลงในผิวก็จะทำให้ต่อมไขมันทำงานน้อยลง หน้ามันน้อยลง และรูขุมขน(ที่ไม่ใช่รอยสิว) ก็จะค่อย ๆ เล็กลงตามครับ

รูขุมขนกว้าง เมโสหน้าใสช่วยได้

การทำเมโสหน้าใสด้วยคอลลาเจนจะช่วยให้ความชุ่มชื้นและลดความมันของใบหน้าลงได้


Q : หลังทำเมโสแล้วผื่นแดงขึ้น ต้องทำอย่างไร ?

ผื่นแดงเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  1. เกิดจากการอักเสบติดเชื้อ มักจะไม่บวมแดงทันทีหลังทำทันที จะเริ่มบวมแดงมากขึ้นหลังจากวันที่ 3 หลังฉีด หากรีบรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อก็จะหายได้อย่างปลอดภัย 100% และควรระวังเรื่องความสะอาดในการฉีดครั้งต่อ ๆ ไป
  2. เกิดจากการแพ้ ยาชาทา หรือตัวยาเมโส จะบวมแดงทันทีหลังทำ และเป็นทั่วทุกจุดที่ฉีด หรือ จุดที่ทายาชา ถ้าแพ้แบบไม่รุนแรง(ไม่อันตราย) จะหายเองใน 1คืนหลังฉีด หากบวมแดงนานเกิน 24 ชม ควรมาพบแพทย์เพื่อขอรับยากินเพิ่ม
  3. เกิดจากผื่นคนไข้กำเริบ หรือเป็นผื่นจากโรคอื่น ๆ ที่เกิดพร้อมกันพอดี ระยะเวลาการเกิดผื่นจะไม่แน่นอน ตำแหน่งที่เกิดผื่นจะไม่ตรงกับทุกจุดที่ฉีด ควรติดต่อแพทย์เพื่อให้วินิจฉัยเบื้องต้นและรักษาตามโรคนั้น ๆ ต่อไป
  4. ผื่นแดงจากรอยเข็ม รอยช้ำ จะออกสีม่วงเขียวตามจุดที่ฉีด อาจเกิดทันที หรือหลังฉีด 2-3 วันได้ แก้ไขด้วยการประคบเย็นภายใน 48 ชม.แรก หลังจากนั้นสามารถประคบอุ่นได้ตามคำแนะนำของแพทย์

Q : เมโสหน้าใสเห็นผลในกี่วัน และต้องทำบ่อยแค่ไหน ?

ปกติจะเริ่มเห็นผลประมาณ 3 วันหลังฉีด และจะเห็นผลเต็มที่ประมาณ 7-14 วัน และอยู่ได้ประมาณ 1-2 เดือน
โดยปกติเมโสหน้าใสจะฉีดอาทิตย์ละครั้งใน1 เดือนแรก และหลังจากนั้นฉีดทุก ๆ 2 อาทิตย์เพื่อคงสภาพ
เมโสหน้าใสไม่มีแบบถาวรครับ สลายหมดไม่มีสารตกค้าง


Q : การฉีดเมโสหน้าใสเหมาะกับใครบ้าง ?

  • คนที่ขี้เกียจทาครีม และต้องการผลที่ไวกว่าการทาครีม
  • คนที่ไม่มีเวลาดูแลตนเอง อดนอน ทำงานหนัก
  • คนที่ต้องการผลแบบเร่งด่วน ก็สามารถฉีดถี่ขึ้น 3 วัน/ครั้ง ได้ครับ

Q : นอกจากเมโสหน้าใสแล้ว มีวิธีไหนที่ช่วยให้หน้าใสได้อีก ?

ดาราหลายๆคนก็นิยมทำเมโสหน้าใสเป็นประจำ

  • เลเซอร์หน้าใส

เป็นการใช้คลื่นแสงจำเพาะเพื่อกระตุ้นเซลส์ผิวต่าง ๆ กระตุ้นคอลลาเจน ลดการทำงานของเม็ดสี แต่ข้อเสียคือ ไม่ว่าคลื่นแสงนั้นจะจำเพาะเพียงใด สำหรับผิวคนเอเชียจะมีเม็ดสีของผิวชั้นบน ทำให้ผิวชั้นบนหลุดออกบางส่วน ผิวชั้นบนมีส่วนช่วยในการป้องกันแสงแดด ประกอบกับแสงแดดเมืองไทยที่ค่อนข้างแรงย่อมไม่เป็นผลดีต่อผิวในระยะยาวครับ (เทคโนโลยีและงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวกับเลเซอร์หน้าใสจะเหมาะกับทางยุโรปที่ผิวขาวและแดดไม่แรงครับ)

ทางคลินิกจึงไม่แนะนำเลเซอร์หน้าใสครับ จะแนะนำให้ทำเลเซอร์หน้าใสเฉพาะกรณีต้องการผลเร่งด่วน หรือหากทำเพื่อรักษาหลุมสิว กำจัดขน ลดรอยฝ้า หรือโรคอื่นๆ ก็สามารถทำได้ปกติครับ

เมโสหน้าใสในปัจจุบัน ได้ผลใกล้เคียงกับเลเซอร์หน้าใส โดยที่ไม่ทำให้ผิวชั้นบนหลุดออกครับ

  • โบท็อกหน้าใส

ในชั้นผิวนอกจะมีเส้นใยเล็ก ๆ ที่เชื่อมลงไปสู่ชั้นกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกลงไป เมื่อกล้ามเนื้อดึงจะทำให้เกิดริ้วรอย ในคนที่อายุ 20 ปีขึ้นไปคอลลาเจนและไขมันเริ่มลดลง จะทำให้เส้นใยเหล่านี้ดึงผิวเราได้ชัดขึ้น วิธีการเลือกใช้โบท็อก และโบท็อก อเมริกา vs เกาหลี vs อังกฤษ แตกต่างกันอย่างไร ?

ตัวอย่างผิวหนัง การทำโบท็อกหน้าใส

เราใช้โบท็อกฉีดเข้าไปที่กล้ามเนื้อให้ดึงผิวเราน้อยลง ก็จะทำให้ ผิวชั้นบนเรียบเนียนขึ้น และใสขึ้นครับ

  • Skin booster

ในต่างประเทศคำนี้จะถูกใช้เรียก Restylane vital light skin booster จะเป็นคอลลาเจนที่เข้มข้นกว่าเมโสหน้าใส ทั่ว ๆ ไป อยู่ได้นานกว่า และเป็นน้ำมากกว่าฟิลเลอร์ปกติ จะสามารถแพร่กระจายในชั้นผิวได้ทั่วทุกชั้นและกว้างกว่า เหมาะสำหรับคนที่ต้องการแก้ความหย่อนของผิว มีร่องลึก และต้องการหน้าใสควบคู่กัน คล้าย ๆ การที่เราเติมนุ่นเข้าไปในหมอนให้หมอนตึง

  • Hifu

เป็นคลื่นเสียง ไม่ใช่แสง จึงไม่มีผลเสียต่อผิวชั้นนอก ทำให้ชั้นหนังแท้หดตัว คล้าย ๆ การเย็บให้ผิวตึง และใสขึ้น ถ้าให้เห็นภาพง่ายขึ้นเหมือนกับเราดึงปลอกหมอนให้หมอนตึงครับ 9 ข้อ ที่ต้องระวัง ! และควรรู้ ในการทำ Hifu


Q : ข้อควรระวังในการทำเมโสหน้าใส

มีเมโสหน้าใสหลายยี่ห้อที่ไม่ผ่าน อย. นั่นหมายความว่า จะไม่สามารถยืนยัน ที่มาและแหล่งผลิตได้ รวมถึง ไม่มั่นใจว่าตัวยาที่อยู่ในเมโสนั้น ๆ จะเกิดผลเสียในระยะยาวหรือไม่ เช่น ถ้ามีส่วนผสมของ สเตียรอยด์หรือฮอร์โมน ก็จะทำให้เห็นผลไว ผิวขาวเนียนนุ่ม แต่เมื่อฉีดไปนานๆ 1-2 ปี จะทำให้ชั้นผิวบางลง เกิดฝ้า ผิวไวต่อแดดและเกิดริ้วรอยก่อนวัย บางทีอาจจะถึงขั้นเกิดมะเร็งได้ครับ

ดังนั้น จึงแนะนำว่า ควรขอดูยี่ห้อยา ก่อนฉีดเมโสทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย

มี อย. หมายถึง เป็นยาที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง มีบริษัทที่นำเข้าชัดเจน การขนส่งยาถูกกรรมวิธี ยาไม่เสื่อมสภาพ และสามารถเช็คแหล่งผลิตได้ มีความปลอดภัย สามารถตรวจสอบกับ บริษัทที่นำเข้าได้ว่าคลินิกนั้นๆใช้ยาแท้หรือไม่

ถ้าไม่มี อย. ก็จะไม่มั่นใจว่า ใช่ยาแท้หรือไม่ เนื่องจากมีโรงงานจำนวนมากที่จีนนิยมทำสินค้าเลียนแบบ ประเภทเมโสหน้าใสต่าง ๆ นี้ออกมามาก เพราะแค่กล่องเล็ก ๆ ก็สามารถขายได้ราคาสูง โดยที่เทคโนโลยีการปลอมนั้น สามารถเลียนแบบแพคเกจได้เหมือน 100% แม้แต่หมอก็แยกไม่ออก หมอก็ต้องสั่งจากบริษัทที่นำเข้าที่ขึ้นทะเบียนกับ อย.เท่านั้นครับ (ยาหนึ่งยี่ห้อจะมีเพียงบริษัทเดียวที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง)

ปกติเมโสหน้าใสที่ผ่าน อย. บริษัทที่นำเข้าอย่างปลอดภัย จะขายให้กับแพทย์เท่านั้นเพราะมีกฏหมายยาบังคับ ยาเมโสหน้าใสที่ลักลอบขายตามอินเตอร์เนตจะเป็นยาหิ้วและไม่ปลอดภัยครับ

นอกจากนี้การซื้อเมโสจากอินเตอร์เน็ตมาฉีดเอง หากขั้นตอนการฉีดไม่มีความสะอาดมากพออาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อและเกิดรอยแผลเป็นถาวรได้นะครับ

สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้ง 10 สาขา
หรือสามารถปรึกษา คุณหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ คุณหมอตอบเองครับ

สามารถ comment สอบถามเข้ามาด้านล่างได้เลยนะครับ หมอตอบเองครับ