ฉีดโบท็อกตาแข็งแก้ยังไง ? อันตรายไหม ? ใช้เวลากี่วันถึงจะหาย ?

Reading Time: 3 minutes
ฉีดโบท็อกตาแข็งแก้ยังไง

ฉีดโบท็อกตาแข็งแก้ยังไง

ฉีดโบท็อกตาแข็งแก้ยังไง ? เป็นคำถามที่หลายคนกังวลหลังฉีดโบท็อกบริเวณหน้าผาก หางตา หรือหว่างคิ้ว แล้วรู้สึกว่าดวงตาดูแข็ง ตาปรือ ตาดุ หรือยิ้มแล้วตาไม่หยีเหมือนเดิมครับ บางเคสอาจมีอาการคล้าย ฉีดโบท็อกหนังตาตก ร่วมด้วย เช่น ลืมตาได้ไม่เต็มที่ รู้สึกตาหนัก หรือคิ้วตกจนใบหน้าดูเปลี่ยนไป

ในบทความนี้หมอจะพาไปทำความเข้าใจสาเหตุ พร้อมวิธีแก้ไข และแนวทางดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง เพื่อให้ดวงตากลับมาดูเป็นธรรมชาติได้เร็วที่สุดครับ

สารบัญ ฉีดโบท็อกตาแข็งแก้ยังไง


ฉีดโบท็อกตาแข็ง เกิดจากอะไร ?

อาการตาแข็งหลังฉีดโบท็อก อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

  1. ใช้ปริมาณโบท็อกมากเกินไป (Overdose)

การฉีดโบท็อกซ์ในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นในจุดเดียว โดยเฉพาะการฉีดโบลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก หางตา หรือหว่างคิ้ว ทำให้กล้ามเนื้อขยับได้น้อยกว่าที่ควร ใบหน้าจึงดูนิ่ง ตึง หรือแข็งเกินธรรมชาติ

  1. ฉีดตำแหน่งใกล้คิ้วหรือเปลือกตามากเกินไป
กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า
ภาพแสดงกล้ามเนื้อและเส้นเลือดสำคัญบริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว และรอบดวงตา
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องอาศัยความแม่นยำในการฉีดโบท็อก

บริเวณรอบดวงตามีกล้ามเนื้อหลายมัดทำงานร่วมกัน หากฉีดโบท็อกใกล้กล้ามเนื้อที่ช่วยยกคิ้วหรือยกเปลือกตามากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการคิ้วตก ตาปรือ หรือรู้สึกว่าตาเปิดไม่เต็มที่

ในบางเคส คนไข้จะไม่ได้รู้สึก “เจ็บ” แต่จะรู้สึกว่าตาหนัก ลืมตาลำบาก หรือหน้าดูง่วงตลอดเวลา ซึ่งต้องให้หมอประเมินว่าเป็นตาแข็งจากกล้ามเนื้อหยุดทำงานมากเกินไป หรือเป็นภาวะหนังตาตกร่วมด้วย

  1. ฉีดหน้าผากโดยไม่ได้ประเมินภาวะหนังตาตกเดิม

บางคนมีภาวะหนังตาตกหรือคิ้วตกอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ตัว และใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยยกคิ้วตลอดเวลา พอฉีดโบท็อกหน้าผาก ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้ทำงานน้อยลง ส่งผลให้คิ้วและหนังตาดูตกมากขึ้น จนรู้สึกตาหนัก หรือใบหน้าดูแข็งกว่าปกติ

  1. ตัวยากระจายไปยังกล้ามเนื้อข้างเคียง

หลังฉีดโบท็อก ตัวยาอาจกระจายไปยังกล้ามเนื้อใกล้เคียงได้ โดยเฉพาะหากฉีดลึกเกินไป ฉีดผิดชั้น ใช้ปริมาณมาก หรือมีการกด นวด คลึงบริเวณที่ฉีดเร็วเกินไป กรณีนี้อาจทำให้เกิดอาการตึงผิดปกติ คิ้วไม่เท่ากัน ตาแข็งปรือ หนังตาตก หรือรอบตาดูไม่สมดุล

  1. หลังฉีดดูแลตัวเองไม่ถูกต้อง

การละเลย ข้อห้ามหลังฉีดโบท็อก อาจเพิ่มโอกาสให้ตัวยากระจายไปยังตำแหน่งที่ไม่ต้องการได้ครับ เช่น การนอนราบทันที ก้มหน้านาน ๆ นวดหน้า กดจุด ทำทรีตเมนต์ ซาวน่า หรือออกกำลังกายหนักในช่วงแรกหลังฉีด ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมา เช่น ตึงผิดปกติ คิ้วตก หรือตาแข็งได้


อาการแบบไหนที่เรียกว่า “ตาแข็ง” จากโบท็อก

อาการ “ตาแข็ง” จากโบท็อกซ์ คืออาการที่ดวงตาและสีหน้าช่วงบนดูนิ่ง ตึง หรือขยับได้น้อยกว่าปกติ หลังฉีดโบท็อกบริเวณหน้าผาก หว่างคิ้ว หรือหางตา โดยมักสังเกตได้เวลายิ้ม พูด หรือแสดงสีหน้าแล้วดวงตาดูไม่สดใสเหมือนเดิม

อาการตาแข็งหลังฉีดโบท็อก

ลักษณะอาการฉีดโบท็อกแล้วตาแข็ง

  • ยิ้มแล้วตาไม่หรี่หรือหรี่ได้น้อยกว่าปกติ
  • รอบดวงตาดูตึง ไม่ผ่อนคลายเหมือนเดิม
  • สีหน้าดูนิ่ง แข็ง หรือไม่สดใส
  • รู้สึกว่าการแสดงอารมณ์ทางสายตาลดลง
  • บางรายอาจรู้สึกตาหนัก หรือเหมือนลืมตาได้ไม่เต็มที่

อาการเหล่านี้เกิดจากผลของ Botulinum toxin ที่ไปลดการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตา ทำให้การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อไม่สมดุลชั่วคราว โดยระดับความรุนแรงจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และการตอบสนองของกล้ามเนื้อในแต่ละคนครับ


ฉีดโบท็อกตาแข็งแก้ยังไง ? รวมวิธีแก้ไขที่ได้ผล

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า โบท็อกไม่มีตัวยาฉีดสลายเหมือนฟิลเลอร์ หากเกิดอาการตาแข็งหลังฉีดโบท็อก วิธีหลักคือรอให้ฤทธิ์ยาค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติ แต่ในบางกรณีอาจต้องใช้วิธีช่วยบรรเทาอาการ หรือช่วยให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานสมดุลขึ้นระหว่างรอให้โบท็อกหมดฤทธิ์ โดยมีแนวทางแก้ไข ดังนี้

1.กระตุ้นด้วยความร้อน

ความร้อนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้กล้ามเนื้อฟื้นตัวได้ดีขึ้นในบางเคส เช่น การประคบอุ่นเบา ๆ หรือการใช้เครื่องนวด RF อย่างไรก็ตาม ไม่ควรทำเองทันทีหลังฉีด และไม่ควรใช้ความร้อนจัดบริเวณรอบดวงตา เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคือง แสบ แดง หรือเกิดผลข้างเคียงอื่นตามมาได้ครับ

2.บริหารกล้ามเนื้อใบหน้าเบา ๆ

การบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าเบา ๆ เช่น ฝึกยิ้ม กระพริบตา เลิกคิ้ว หรือขยับกล้ามเนื้อบริเวณหน้าผากและรอบดวงตาอย่างอ่อนโยน อาจช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อค่อย ๆ กลับมาทำงานได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น และช่วยลดความรู้สึกตึงแข็งรอบดวงตา

3.การฝังเข็ม

ในบางเคส การฝังเข็มอาจถูกนำมาใช้เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อบริเวณที่อ่อนแรงหรือขยับได้น้อย ให้ค่อย ๆ ฟื้นตัวและกลับมาทำงานเป็นปกติได้เร็วขึ้น แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ที่มีความชำนาญ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอทุกครั้งครับ

4.การใช้ยาหยอดตา (ในกรณีตาตก)

หากอาการฉีดโบท็อกตาแข็งมาพร้อมหนังตาตก ตาปรือ หรือลืมตาได้ไม่เต็มที่ หมออาจพิจารณายาหยอดตาเฉพาะทาง เช่น Apraclonidine เพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อบางส่วนให้ยกเปลือกตาได้ดีขึ้นชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ยาหยอดตาควรใช้ภายใต้การดูแลของหมอเท่านั้น ไม่ควรซื้อมาใช้เอง เพราะต้องประเมินก่อนว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นภาวะหนังตาตกจริง หรือเกิดจากกล้ามเนื้อรอบดวงตาเสียสมดุลจากสาเหตุอื่น


ฉีดโบท็อกแล้วตาแข็ง อันตรายไหม ?

การฉีดโบท็อกซ์แล้วมีอาการตาแข็ง ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย สามารถหายเองได้ครับ แต่อาจส่งผลต่อความมั่นใจและการแสดงสีหน้าชั่วคราว ทั้งนี้ หากเป็นการฉีดด้วยโบท็อกซ์แท้ที่ผ่าน อย. ฤทธิ์ของยาจะค่อย ๆ สลายไปเองตามธรรมชาติ อาการตาแข็งหลังฉีดโบจึงมักดีขึ้นได้เมื่อเวลาผ่านไปครับ


อาการตาแข็งจากโบท็อก แบบไหนควรรีบกลับไปพบหมอ ?

หลังฉีดโบท็อก หากมีอาการที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อรอบดวงตา การลืมตา หรือการมองเห็น ควรรีบกลับไปให้หมอประเมินครับ เพราะอาจไม่ใช่แค่อาการตาแข็งทั่วไป แต่อาจเป็นภาวะที่ต้องดูแลหรือแก้ไขให้เหมาะสม

อาการที่ควรรีบกลับไปพบหมอ ได้แก่

  • หนังตาตกมากจนลืมตาได้ไม่เต็มที่ หรือรบกวนการมองเห็น
  • อาการตาแข็งหรือใบหน้าผิดสมดุลรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะดีขึ้น
  • รู้สึกตาหนักมากผิดปกติ หรือมีอาการปวดตาร่วมด้วย
  • ยิ้มแล้วใบหน้าบิดเบี้ยวชัดเจน หรือควบคุมการแสดงสีหน้าได้ยาก
  • อาการไม่ดีขึ้นเลยหลังผ่านไปประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังฉีด
VSqare Tips (VSQ Tips)

ข้อควรรู้ : หากมีอาการตาแข็งหลังฉีดโบท็อก ควรจดวันที่ฉีด วันที่เริ่มมีอาการ และอาการที่เปลี่ยนไปในแต่ละสัปดาห์ไว้ครับ เพราะช่วง 1-2 สัปดาห์แรกมักเป็นช่วงที่โบท็อกออกฤทธิ์ชัด การมีข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้หมอประเมินได้ว่าอาการอยู่ในช่วงปกติ หรือควรมีการดูแลเพิ่มเติมครับ


วิธีป้องกันไม่ให้ฉีดโบท็อกแล้วตาแข็ง

การป้องกันอาการตาแข็งหลังฉีดโบท็อกทำได้ตั้งแต่ก่อนทำหัตถการ โดยเน้นการวางแผนและประเมินใบหน้าอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดูเป็นธรรมชาติและลดความเสี่ยงผลข้างเคียงจาก Botox สามารถปฏิบัติได้ตามคำแนะนำดังนี้

  • ประเมินกล้ามเนื้อใบหน้าก่อนฉีด โดยเฉพาะหน้าผาก หว่างคิ้ว หางตา และรอบดวงตา
  • แจ้งหมอก่อนฉีด หากมีปัญหาหนังตาตก คิ้วตก ตาปรือ หรือเคยฉีดโบท็อกแล้วตาแข็งมาก่อน
  • เลือกฉีดในปริมาณยูนิตที่เหมาะสม ไม่ฉีดเยอะเกินไป เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อขยับได้น้อยจนหน้าดูแข็ง
  • ระวังการฉีดโบท็อกบริเวณใกล้คิ้วหรือเปลือกตา เพราะเป็นจุดที่ส่งผลต่อการลืมตาและการยกคิ้วโดยตรง
  • เลือกใช้โบท็อกแท้ ผ่าน อย. และตรวจสอบได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากตัวยาที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • เลือกคลินิกที่ให้หมอเป็นผู้ประเมินและฉีด ไม่ฉีดตามแพ็กเกจหรือจำนวนยูนิตแบบเหมารวม
  • กลับไปติดตามผลตามนัด เพื่อให้หมอประเมินการออกฤทธิ์ของโบท็อกและปรับแผนได้อย่างเหมาะสมหากมีอาการผิดปกติ

สำหรับคนที่กังวลเรื่องฉีดโบท็อกแล้วตาแข็ง คิ้วตก หรือกลัวผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นธรรมชาติ สามารถเข้ามาปรึกษาที่ V Square Clinic เพื่อให้หมอประเมินโครงหน้า กล้ามเนื้อรอบดวงตา และปัญหาเฉพาะบุคคลก่อนฉีดครับ หมอมีประสบการณ์ด้านการปรับรูปหน้า ช่วยออกแบบตำแหน่งและคำนวณปริมาณ Botox ให้เหมาะกับแต่ละเคส มั่นใจได้ในผลลัพธ์และความปลอดภัยครับ

ฉีดโบท็อก ที่ V Square Clinic_โดยหมอวันรวี
หมอประเมินใบหน้าและสภาพผิวอย่างละเอียดก่อนฉีดโบท็อกซ์
(พญ.วันรวี แซ่อู เลข ว.46187)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ฉีดโบท็อกตาแข็ง

ฉีดโบท็อกตาแข็งแก้เองได้ไหม ?

ไม่แนะนำให้แก้เองครับ เพราะอาการตาแข็งหลังฉีดโบท็อกอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นตัวยาออกฤทธิ์มากเกินไป ฉีดใกล้กล้ามเนื้อรอบดวงตา ตัวยากระจายผิดตำแหน่ง หรือมีภาวะหนังตาตกเดิมอยู่แล้ว

หากแก้ผิดวิธี เช่น นวดแรง ประคบร้อนจัด หรือซื้อยาหยอดตามาใช้เอง อาจทำให้อาการแย่ลงได้ ควรกลับไปให้หมอประเมินก่อน เพื่อวางแนวทางดูแลที่เหมาะกับสาเหตุจริง

ฉีดโบท็อกแล้วตาแข็ง ต้องฉีดแก้เพิ่มไหม ?

ไม่จำเป็นต้องฉีดแก้เพิ่มทุกเคสครับ หากอาการตาแข็งเกิดจากโบท็อกออกฤทธิ์มากเกินไป การฉีดเพิ่มอาจยิ่งทำให้กล้ามเนื้อทำงานลดลง และทำให้อาการตึงแข็งหรือตาปรือชัดกว่าเดิมได้

แต่ในบางเคสที่เกิดจากกล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุล เช่น คิ้วสองข้างไม่เท่ากัน หรือหางคิ้วตก หมออาจพิจารณาฉีดปรับสมดุลเฉพาะจุดในปริมาณที่เหมาะสม ต้องประเมินเป็นรายเคสครับ

ฉีดโบท็อกตาแข็ง กี่วันหาย ?

ระยะเวลาที่อาการตาแข็งหลังฉีดโบท็อกจะดีขึ้น ขึ้นอยู่กับปริมาณตัวยาที่ใช้ ตำแหน่งที่ฉีด แรงกล้ามเนื้อ และการตอบสนองของร่างกายแต่ละคนครับ โดยทั่วไปสามารถแบ่งช่วงการเปลี่ยนแปลงได้ดังนี้

  • ช่วง 1-2 สัปดาห์แรก : เป็นช่วงที่ยาออกฤทธิ์เต็มที่ อาการตาแข็งจะรู้สึกชัดเจนที่สุดในช่วงนี้
  • ช่วง 1 เดือน : กล้ามเนื้อจะเริ่มปรับตัวได้ อาการตึงจะเริ่มคลายลง และการแสดงสีหน้าจะเริ่มดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • ช่วง 3-4 เดือน : ฤทธิ์ของโบท็อกจะค่อย ๆ หมดไป อาการตาแข็งจะหายไปเกือบทั้งหมด และกล้ามเนื้อจะกลับมาขยับได้ตามปกติ

สรุป ฉีดโบท็อกตาแข็งแก้ยังไง ให้ดวงตากลับมาดูเป็นธรรมชาติ

ฉีดโบท็อกตาแข็งแก้ยังไง ควรเริ่มจากการให้หมอประเมินสาเหตุก่อนครับ เพราะแต่ละเคสมีระดับอาการและแนวทางดูแลต่างกัน โดยทั่วไปต้องรอเวลาให้ฤทธิ์ยาค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติ ระหว่างนี้สามารถช่วยบรรเทาได้ด้วยการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ตัวยากระจายเพิ่ม

หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีความผิดปกติ ควรกลับไปให้แพทย์ทำการประเมินและปรับการรักษา เพื่อให้ดวงตากลับมาเป็นธรรมชาติและปลอดภัยมากที่สุดครับ


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ
ปรึกษาหมอ
บทความแนะนำ

ฉีดโบท็อกแล้วปวดหัว เกิดจากอะไร ? อันตรายไหม ? แบบไหนปกติ แบบไหนต้องรีบพบหมอ ?

Reading Time: 2 minutesอาการฉีดโบท็อกแล้วปวดหัว เป็นหนึ่งในความกังวลที่หมอมักจะได้รับคำถามจากคนไข้อยู่เสมอครับ หลายคนที่เพิ่งผ่านการฉีดโบท็อกมา อาจจะตกใจเมื่อรู้สึกตึงหรือปวดบริเวณศีรษะในช่วงวันแรก ๆ ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้

August 31, 2026 อ่านต่อ

การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร ? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง รวมข...

Reading Time: 4 minutesโบท็อกอังกฤษ Dysport เป็นอีกตัวเลือกยอดนิยม ในการลดริ้วรอย ปรับรูปหน้า ลดกราม หรือลดน่อง Dysport Botox อยู่ได้กี่เดือน ? ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือนครับ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีด ปริมาณยา ขนาดกล้ามเนื้อ และการดูแลหลังทำ

เครื่อง Ultraformer III คืออะไร ? ทำดีไหม ? อัลตร้าฟอเมอร...

Reading Time: 7 minutesUltraformer III คือเทคโนโลยียกกระชับผิวด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง (Ultraformer III) ที่ช่วยยกกระชับและฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายในโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และเห็นผลชัดเจนทั้งในด้านรูปหน้าและความแน่นของผิว

Sylfirm X คืออะไร ? ดีไหม ? เจาะลึกนวัตกรรมฟื้นฟูผิวเนียน...

Reading Time: 4 minutesในยุคที่เทคโนโลยีความงามพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว Sylfirm X ได้กลายเป็นนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงอย่างมากในฐานะตัวช่วยดูแลปัญหาผิวแบบ All-in-one ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเม็ดสี ริ้วรอย หรือความยืดหยุ่นของผิว รวมถึงช่วยปรับคุณภาพผิวให้แข็งแรงขึ้นจากภายใน

Sylfirm คืออะไร ? ช่วยอะไร ? เหมาะกับใคร ? ต่างจากเครื่อง...

Reading Time: 6 minutesฝ้าเลือด รอยแดง หลุมสิว รูขุมขนกว้าง คือปัญหาผิวเรื้อรังที่หลายคนรักษามาหลายวิธีแล้วก็ยังไม่เห็นผล แต่ล่าสุด หมอมีทางเลือกใหม่ที่น่าจับตามองมาแนะนำครับ นั่นก็คือ Sylfirm X Plus เครื่องเลเซอร์ Microneedling RF ตัวใหม่ล่าสุดที่ช่วยฟื้นฟูผิวถึงระดับชั้น Basement Membrane ที่เป็นต้นตอของฝ้า เส้นเลือด และหลุมสิวที่รักษาได้ยาก

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ สามารถศึกษานโยบายความเป็นส่วนตัวและจัดการความเป็นส่วนตัว ได้ที่ปุ่มตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า