ตอบข้อสงสัย ปากกาลดน้ำหนักโยโย่ไหม ?
ในยุคที่การลดน้ำหนักกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับหลายคน ปากกาลดน้ำหนักหรือที่เรียกว่า GLP-1 agonist ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการช่วยลดน้ำหนักได้จริง อย่างไรก็ตาม คำถามที่ผู้ใช้สนใจมากที่สุดคือ ” ปากกาลดน้ำหนักโยโย่ไหม ” หลังจากหยุดใช้
หมอขอแชร์ข้อมูลและแนวทางการใช้ปากกาลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถใช้ได้ถูกต้อง โดยไม่เสี่ยงโยโย่ และวิธีป้องกันน้ำหนักกลับมาหลังหยุดใช้ครับ
สารบัญ ปากกาลดน้ำหนักโยโย่ไหม ?
ปากกาลดน้ำหนักโยโย่ไหม ? ใช้อย่างไร ลดได้จริง
การใช้ปากกาลดหนักอย่างผิดวิธีมีโอกาสโยโย่ได้ครับ โดยเฉพาะคนที่หาซื้อมาใช้เอง ปรับขนาดเอง และหยุดใช้เองอย่างกะทันหัน แต่ในทางกลับกัน หากใช้ปากกาลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีก็จะสามารถได้ผลลัพธ์ที่ดี สามารถลดหนักได้ ภายใต้สุขภาพที่แข็งแรง
การทำงานของปากกาลดหนัก ที่ทำงานโดยการกระตุ้นฮอร์โมน GLP-1 ในร่างกาย ซึ่งช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และชะลอการย่อยอาหารในกระเพาะ ผลลัพธ์คือคนไข้จะกินน้อยลง อิ่มนาน คุมหิว ช่วยให้น้ำหนักลดลง แต่เมื่อหยุดใช้ปากกาลดน้ำหนัก ระดับฮอร์โมน GLP-1 ในร่างกายจะกลับสู่ภาวะปกติ ความอยากอาหารก็จะกลับมา หากไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายระหว่างที่ใช้ยา น้ำหนักก็มีโอกาสกลับมาได้
จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่หยุดใช้ปากกาลดน้ำหนักโดยไม่มีการเตรียมตัว หรือหาซื้อมาใช้เองโดยไม่มีความรู้ ความเข้าใจ มีโอกาสที่จะมีน้ำหนักกลับคืนประมาณ 50-70% ของน้ำหนักที่ลดไปภายใน 1 ปี
อย่างไรก็ตาม หากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างจริงจัง ปรับลดขนาดยาตามการประเมินของแพทย์ ก็จะไม่โยโย่ครับ
5 สาเหตุหลัก ใช้ปากกาลดน้ำหนักไม่ถูกต้อง ตัวการทำโยโย่
- พึ่งพายาเพียงอย่างเดียว : หลายคนคิดว่าแค่ปักปากกาก็จะผอม น้ำหนักลด โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด การใช้ปากกาลดน้ำหนักยังต้องอาศัยความร่วมมือจากตัวคนไข้ด้วย โดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมการกินและออกกำลังกาย
- กินอาหารน้อยเกินไป : เนื่องจากคุณสมบัติของตัวยาในปากกาลดน้ำหนักส่งผลให้รู้สึกอิ่มง่าย บางคนอาจกินน้อยจนเกินไป ส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหารและมวลกล้ามเนื้อลดลง เมื่อหยุดยา การเผาผลาญจะช้าลงและน้ำหนักกลับมาเร็วขึ้น
ดังนั้นในการใช้ปากกาลดน้ำหนัก หมอจึงแนะนำให้เลือกรับประทานอาหาร โดยเฉพาะโปรตีน เพื่อไม่ให้ร่างกายเสียมวลกล้ามเนื้อไปพร้อมน้ำหนักที่หายไปครับ - ไม่ออกกำลังกาย : การไม่ออกกำลังกายระหว่างลดน้ำหนักทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อน้อยลง อัตราการเผาผลาญพื้นฐานก็จะลดลงด้วย ทำให้ง่ายต่อการอ้วนกลับมา
- หยุดยาอย่างกะทันหัน : การหยุดใช้ยาทันทีโดยไม่มีการปรับลดขนาดยาแบบค่อย ๆ ลด จะทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ความอยากอาหารจะกลับมาอย่างรวดเร็ว และมักนำไปสู่การกินมากเกินไป
- ใช้ปากกาเอง ไม่มีการดูแลติดตามผลกับแพทย์ : การใช้ปากกาลดหนัก จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ครับ เพราะเป็นยาควบคุมพิเศษ ห้ามหาซื้อมาใช้เอง ในเคสที่หาซื้อมาใช้เอง ไม่มีการปรับลดขนาดโดสยาอย่างเหมาะสม ไม่มีการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ไม่ทราบว่าควรปรับขนาดยาหรือวางแผนหลังหยุดยาอย่างไร เมื่อหยุดใช้โอกาสเกิดโยโย่เอฟเฟคก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย
ใครบ้างเสี่ยงโยโย่จากปากกาลดน้ำหนัก ?
ในเบื้องต้นหลังหยุดใช้ปากกาลดน้ำหนักจะไม่โยโย่ หากฉีดต่อเนื่องอย่างน้อย 6-12 เดือน ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะการฉีดปากกาลดน้ำหนักจะช่วยให้กระเพาะอาหารปรับขนาดได้ถาวร
ส่วนกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสโยโย่หลังหยุดปากกาลดน้ำหนัก จะมาจาก
- มีพฤติกรรมการกินแบบ Emotional Eating หรือ ในกลุ่มคนที่กินเพื่อระบายอารมณ์ กินระบายความเครียด ในคนกลุ่มนี้มักกลับไปกินมากเมื่อหยุดยา (พบในเคสที่หยุดยาเอง) เพราะตัวยาช่วยควบคุมความอยากอาหารได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
- ผู้ที่ไม่มีเป้าหมายระยะยาว การลดน้ำหนักเพื่อเหตุผลชั่วคราว เช่น งานแต่งงาน ทำให้ขาดแรงจูงใจในการรักษาน้ำหนักหลังหยุดยา
- ผู้ที่มีกิจวัตรประจำวันไม่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพ คนที่ทำงานหนัก นอนน้อย มีความเครียดสูง มักขาดเวลาในการออกกำลังกายและเตรียมอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
แนวทางใช้ปากกาลดน้ำหนักปลอดภัย ไม่เสี่ยงโยโย่
เพื่อให้การใช้ปากกาลดน้ำหนักได้ผลดีและไม่โยโย่ ควรปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้
- ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ แพทย์จะประเมินว่าคนไข้เหมาะสมกับยาหรือไม่ มีการซักประวัติ เช็กสุขภาพพื้นฐาน และวางแผนการลดน้ำหนักที่เหมาะกับ ไม่แนะนำซื้อปากกาลดน้ำหนักมาใช้เอง
- ตั้งเป้าหมายที่สมจริง ควรลดน้ำหนักประมาณ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 5-10% ของน้ำหนักตัวในช่วง 3-6 เดือนแรก การลดเร็วเกินไปเสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและโยโย่
- ควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ แม้จะอิ่มง่าย แต่ต้องกินให้ครบถ้วน เน้นโปรตีนเพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อ ผัก ผลไม้ และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หลีกเลี่ยงการกินน้อยกว่า 1,200 แคลอรีต่อวัน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิก 150 นาทีต่อสัปดาห์ และฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อและเพิ่มการเผาผลาญ
- สร้างพฤติกรรมใหม่ที่ยั่งยืน ใช้ช่วงที่ใช้ปากกาลดนน้ำหนัก เป็นโอกาสในการสร้างนิสัยใหม่ เช่น กินช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด กินแบบ Mindful Eating และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ของทอด ของหวาน ของมัน ครับ
- ติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ การใช้ปากกาลดน้ำหนักควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ตลอดการใช้เพื่อประเมินผล ปรับขนาดยา และรับคำแนะนำ วัดน้ำหนัก วัดรอบเอว และตรวจองค์ประกอบร่างกาย (Body Composition) เพื่อติดตามผล
- วางแผนหลังหยุดยาตั้งแต่เริ่มต้น ควรมีแผนว่าหลังหยุดการใช้ปากกาลดน้ำหนัก ว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อรักษาน้ำหนักเดิม เช่น เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น หรือเพิ่มความสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย
ผลข้างเคียงของปากกาลดน้ำหนักมีอะไรบ้าง ?
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย
- คลื่นไส้และอาเจียน เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด มักเกิดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก และจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัว
- ท้องเสีย ระบบทางเดินอาหารอาจทำงานผิดปกติชั่วคราว กินอาหารให้น้อยลงในแต่ละมื้อจะช่วยลดอาการได้
- ท้องผูก บางคนมีอาการท้องผูก แนะนำควรดื่มน้ำมาก ๆ และกินผักผลไม้ให้เพียงพอ
- ปวดท้อง อาจรู้สึกปวดท้องเล็กน้อย โดยเฉพาะบริเวณท้องส่วนบน
ข้อควรระวังพิเศษ
- ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์
- ผู้ที่มีประวัติมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดเมดัลลารีในตนเองหรือครอบครัว
- ผู้ที่มีประวัติตับอ่อนอักเสบ
- ผู้ที่มีโรคไตหรือตับรุนแรง
หลังหยุดปากกาลดน้ำหนักดูแลตัวเองอย่างไร ไม่อ้วนซ้ำ
หลังหยุดใช้ปากกาลดน้ำหนัก และการรักษาน้ำหนักเดิม เพื่อไม่กลับไปอ้วนซ้ำอีก ควรปฏิบัติดังนี้
- ออกกำลังกายและกินอาหารดี ๆ
- ควบคุมปริมาณอาหาร แม้จะหิวมากขึ้น แต่ต้องรู้จักกินพอดี ใช้จานเล็กลง กินช้า ๆ
- เน้นโปรตีนและไฟเบอร์ อาหารทั้งสองประเภทนี้ช่วยให้อิ่มนานและดีต่อสุขภาพดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน เพราะน้ำจะช่วยให้รู้สึกอิ่มและเพิ่มการเผาผลาญ
- จัดการความเครียด หาวิธีผ่อนคลายที่ไม่ใช่การกิน
- นอนหลับให้เพียงพอ เพราะการนอนน้อยทำให้ฮอร์โมนควบคุมความหิวผิดปกติ แนะนำควรนอน 7-8 ชั่วโมงต่อคืน
FAQ รวมข้อสงสัยเกี่ยวกับปากกาลดน้ำหนักโยโย่ไหม ?
จริง ๆแล้ว ปากกาลดความอ้วนอันตรายไหม ?
ปากกาลดความอ้วนไม่อันตราย หากใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์
ยากลุ่ม GLP-1 agonist ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา (FDA) โดยมีการศึกษาวิจัยรองรับความปลอดภัยและประสิทธิภาพมากมาย ยาเหล่านี้ถูกใช้มานานกว่า 15 ปีในการรักษาเบาหวาน ก่อนที่จะได้รับอนุมัติให้ใช้ลดน้ำหนัก
อย่างไรก็ตาม ยาทุกชนิดมีทั้งข้อดีและความเสี่ยง ปากกาลดน้ำหนักอาจไม่เหมาะกับ
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดพิเศษ
- ผู้ที่มีโรคตับอ่อนอักเสบ
- ผู้ที่มีโรคไตหรือตับขั้นรุนแรง
- เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี (ยกเว้นบางกรณีที่แพทย์พิจารณา)
ดังนั้น การตรวจร่างกายและปรึกษาแพทย์ก่อนใช้จึงสำคัญมาก ห้ามซื้อยาหรือปากกาลดน้ำหนักมาใช้เองหรือซื้อจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะอาจได้ยาปลอม ไม่มีคุณภาพ ซึ่งอันตรายมากครับ
ปากกาลดน้ำหนัก ลดได้กี่กิโล ?
ผลลัพธ์ของการใช้ปากกาลดน้ำหนักขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่โดยเฉลี่ย ลดได้ประมาณ 15-20% ของน้ำหนักตัว ภายใน 6-12 เดือน
- Semaglutide (Wegovy) ช่วยลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 15%
- Tirzepatide (Mounjaro) ช่วยลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 15-20%
สิ่งสำคัญ ไม่ควรคาดหวังว่าจะลดน้ำหนักได้เร็วมาก ๆ เพราะการลดที่ดีที่สุดคือ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้และลดความเสี่ยงของการโยโย่
การฉีดเปปไทด์ฮอร์โมนช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร ?
ปากกาลดน้ำหนัก คืออุปกรณ์ฉีดสารเปปไทด์ (Peptide Hormone)ที่ใช้ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะกลุ่ม GLP-1 agonist ทำงานโดยการเลียนแบบฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย เพื่อควบคุมความหิวและการย่อยอาหาร ตัวยาสำคัญ เช่น Liraglutide (Saxenda),Semaglutide (Wegovy/Ozempic) และTirzepatide (Mounjaro) สามารถช่วยลดน้ำหนักได้เมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
สรุปปากกาลดน้ำหนักโยโย่ไหม ?
ปากกาลดน้ำหนักโยโย่ไหม ? คำตอบคือ หากใช้อย่างถูกต้องไม่โยโย่ครับ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เพื่อประเมินความเหมาะสม วางแผนการใช้ที่เหมาะกับตัวคนไข้ และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
การใช้ปากกาลดน้ำหนักอย่างถูกต้องและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์จะมีความปลอดภัยสูง ช่วยให้คนไข้สามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ


