เมโสหน้าใส หรือ Mesotherapy ในช่วงเวลานี้ค่อนข้างถูกพูดถึงอยู่บ่อยๆ เนื่องจากเป็นทรีทเม้นท์ที่ค่อนข้างได้รับความนิยม หากลองเซิร์ทหาข้อมูลดู เราก็จะเห็นว่า บางคนบอกว่าเมโสหน้าใสดี บ้างก็บอกว่าเมโสหน้าใสทำแล้วไม่เห็นผล แต่ความเป็นจริงคืออะไร เราจะมาพาทุกคนมาทำความรู้จัก กับเมโสหน้าใส ว่าแท้จริงแล้วดีไหม ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ถ้าอยากทำต้องรู้อะไร เตรียมตัวอย่างไร เพื่อให้ได้มาซึ่งผิวหน้าที่สดใส สุขภาพดีชวนมอง
สารบัญเมโสหน้าใสดีไหม เหมาะกับใคร ทำได้บ่อยแค่ไหน
เมโสหน้าใสดีไหม คืออะไร ปลอดภัยหรือไม่
ก่อนที่จะตัดสินใจว่าเมโสหน้าใสดีไหม ต้องรู้ก่อนว่าเมโสหน้าใสคืออะไร ? เมโสหน้าใส หรือ เมโสเทอราปี (Mesotherapy) คือ ตัวยาวิตามินที่นำมาใช้ฉีดเข้าสู่ผิวหน้าในระดับชั้นกลางของผิว ช่วยเพิ่มคอลลาเจนในชั้นผิวเพื่อให้ผิวเต่งตึง
โดยตัววิตามินที่นำมาใช้จะมีส่วนผสมของคอลลาเจน รวมถึงโคเอนไซม์ เป็นตัวยาหลัก ที่คุณสมบัติในการช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ให้ผิวฟูขึ้นหลังฉีด รูขุมขนกระชับขึ้น สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวอักเสบ แพ้ง่าย ลดสิว ผดผื่นต่างๆ ซึ่งเมโสหน้าใสยี่ห้อที่ได้รับความนิยมคือ มาเด้-คอลลาเจน
เมื่อพูดถึงความปลอดภัย เมโสหน้าใส ถือเป็นหัตถการที่ค่อนข้างมีความปลอดภัยสูง เพราะตัวยาที่ฉีดเข้าไปในผิวนั้นเป็นวิตามินที่มีประโยชน์ต่อผิว ไม่มีสารตกค้างในผิว
เป็นวิตามินที่จำเป็นในการช่วยบำรุงให้ผิวกระจ่างใส เห็นผลมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและปัญหาของแต่ละคนด้วย แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันผู้คนให้ความสนใจเมโสหน้าใสค่อนข้างมาก
จึงมีของปลอมราคาถูกเข้ามาปะปนในท้องตลาดความงามมากพอสมควร เพราะฉะนั้นหากไม่ศึกษาหรือพิจารณา
คลินิกที่รับฉีดแบบที่ไม่ได้มาตฐานเรื่องความปลอดภัยคุณอาจมีความเสี่ยงต่อการได้รับของปลอมที่ไม่มีคุณภาพ
หรือมีผู้รับฉีดที่ไม่ใช่แพทย์มาทำการฉีดเมโสหน้าใสให้ ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงได้เช่นกันและอาจทำให้เกิดการอักเสบและบวมแดง แพ้ มีผื่นขึ้นได้
เมโสหน้าใสดีไหม เมื่อฉีดแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน
การฉีดเมโสหน้าใส ค่อนข้างเห็นผลเร็ว 3 วันหลังฉีดก็สามารถรู้ชัดเจนถึงสุขภาพผิวที่เปลี่ยนไปในทางที่ดี และจะชัดเจนมากขึ้นประมาณ 7-14 วัน
โดยอายุการใช้งานเฉลี่ยอายุของเมโสที่อยู่ในผิวหน้าของเราจะอยู่ได้นานในระยะเวลา 1-2 เดือน ซึ่งสามารถกลับมาฉีดใหม่ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละบุคคล รวมถึงวิธีการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคลด้วย ที่สำคัญคือ เมโสหน้าใสสามารถสลายหายไปได้เอง ไม่มีสารตกค้าง
เมโสหน้าใส เหมาะกับใคร
จะว่าไปแล้วเมโสหน้าใส เป็นเหมือนหัตถการเร่งรัด กู้ปัญหาผิวหน้าโทรมๆ ให้กลับมาสดใสได้เร็วกว่าการทาครีมบำรุง ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง อดนอน ทำงานหนักหรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพผิว
เช่น มีปัญหาสิวเรื้อรัง ผิวแพ้ง่าย ผิวไม่แข็งแรง ผิวแห้งไม่ชุ่มชื้น รูขุมขนกว้าง เป็นต้น ในกรณีที่ผิวมีปัญหามากๆ และต้องกู้ผิวหน้าแบบเร่งด่วนก็สามารถฉีดถี่ขึ้น 3 วัน/ครั้งได้ด้วย ซึ่งแนะนำว่าก่อนฉีดควรปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นของตนเองกับแพทย์ เพื่อประเมินก่อนว่าเหมาะกับการใช้ยาตัวไหน สูตรใด
เมโสหน้าใส เจ็บไหมฉีดถึง 16 จุด
เมื่อเป็นหัตถการที่ต้องใช้เข็ม ถามว่าเจ็บไหม ต้องตอบว่าเจ็บ แต่ความเจ็บของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน บางคนบอกว่าไม่เจ็บ บางคนบอกเจ็บเล็กน้อยเหมือนมดกัด
เนื่องจากแพทย์จะใช้เข็มแทงเข้าไปในชั้นผิวลึกประมาณ 5-10 มิลลิเมตรเท่านั้น แต่สำหรับในรายที่กลัวเจ็บสามารถทายาชา หรือประคบเย็นก่อนฉีดเพื่อลดความเจ็บได้ ขณะฉีดอาจรู้สึกแสบ หรือร้อนที่ผิวหน้าได้ แต่อาการนี้จะหายไปได้เองประมาณ 10-20 นาที
ในส่วนของการลงเข็ม แบบ16 จุด ต้องบอกว่าแล้วแต่เทคนิคที่แพทย์เลือกใช้เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งโดยทั่วไปการฉีดเมโสหน้าใส มีอยู่ 2 เทคนิคด้วยกัน คือ แบบสะกิดและแบบ 16 จุด แพทย์จะแนะนำว่าแบบไหนเหมาะกับปัญหาของคุณ เพราะฉะนั้นก่อนที่เข้ารับการฉีด ควรเลือกปรึกษาและเข้ารับบริการกับแพทย์ที่มีประสบการณ์
เพื่อที่จะรักษาปัญหาผิวหน้าได้อย่างตรงจุด ลดผลข้างเคียง เพราะถ้าระหว่างฉีดไม่สะอาดมากพอจะเกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้ รวมถึงไม่แนะนำให้ฉีดเองที่บ้านโดยวิธีผิด
ก่อนฉีดเมโสหน้าใสต้องเตรียมตัวอย่างไร
เมื่อตัดสินใจว่าจะฉีดเมโสหน้าใส เบื้องต้นแนะนำว่าควรพบแพทย์เพื่อปรึกษา วิเคราะห์ประเมินดูสภาพผิวหน้า พร้อมกับแจ้งประวัติเรื่องแพ้ยา โรคประจำตัว รวมทั้ง อาหารเสริมหรือยาที่รับประทานอยู่ ซึ่งต้องบอกว่าการฉีดเมโสหน้าใส ไม่ได้เหมาะสมกับทุกคนเสมอไป ดังนี้- สตรีมีครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตต่ำ โรคหัวใจ โรคเบาหวานที่ต้องรักษาด้วยยาหลายชนิด
- ผู้ที่มีประวัติโรคเลือดผิดปกติ โรคมะเร็ง
- ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำเป็นต้น
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรเข้าปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการ และความเหมาะสมกับผิวแต่ละคน ซึ่งแพทย์ที่มีประสบการณ์จะสามารถวิเคราะห์ เลือกหัตถการที่เหมาะสมที่สุดให้ได้แบบปลอดภัย และคุ้มค่า
สามารถ comment สอบถามเข้ามาด้านล่างได้เลยนะครับ หมอตอบเองครับ
ฉีดฟิลเลอร์ปากยี่ห้อไหนดี ? อัปเดต Filler ปาก 2026 ยี่ห้อไหนอยู่ได้นาน รูปปากละมุนสวย
Reading Time: 3 minutesใครที่กำลังสนใจการฉีดฟิลเลอร์ปาก แต่สงสัยว่า ฉีดฟิลเลอร์ปากยี่ห้อไหนดี ? เพราะแต่ละคลินิกต่างโปรโมทหรือแนะนำยี่ห้อที่แตกกต่างกัน เพื่อให้ตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ปากได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย ในบทความนี้ หมอได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับฟิเลอร์ปาก ที่เหมาะกับการฉีดเติม ปรับแต่งทรงปากแต่ละยี่ห้อมาแนะนำครับ
ฟิลเลอร์ฉีดตรงไหนได้บ้าง ? รวมตำแหน่งยอดนิยม แต่ละจุดช่วย...
Reading Time: 3 minutesฟิลเลอร์ฉีดตรงไหนได้บ้าง ? ฟิลเลอร์สามารถฉีดได้หลายตำแหน่งบนใบหน้า เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม ขมับ แก้มตอบ แก้มส้ม คาง ปาก และกรอบหน้า ช่วยเติมเต็มร่องลึก ปรับรูปหน้าละมุน ดูเป็นธรรมชาติ และยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น แก้หน้าโทรมให้ดูสดใส ดูอ่อนเยาว์ขึ้นครับ
Pico Laser คืออะไร ? ครบทุกเรื่องที่ควรรู้ก่อนทำ ยิงฝ้า ก...
Reading Time: 6 minutes- Pico Laser คืออะไร ? ทำไมหมอถึงเลือกใช้ - หลักการทำงานของ Pico Laser - ข้อดีของ Pico Laser ที่เหนือกว่าเลเซอร์ทั่วไป - Pico Laser เหมาะกับใครบ้าง ? - Pico Laser ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง ?
โบท็อก Hutox กับ Nabota ต่างกันอย่างไร ? เลือกอันไหนดีกว่...
Reading Time: 4 minutesสำหรับใครที่กำลังลังเลว่าจะฉีดโบท็อกเกาหลียี่ห้อไหนดี Hutox และ Nabota ถือเป็นสองตัวท็อปที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบันครับ เพราะทั้งคู่โดดเด่นในเรื่องของความปลอดภัย ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน และมีราคาที่จับต้องได้ จนกลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับคนที่ต้องการปรับรูปหน้าและลดเลือนริ้วรอย
เลเซอร์ขนรักแร้ครั้งแรก เตรียมตัวอย่างไร ทำเลเซอร์รักแร้ ...
Reading Time: 5 minutesเลเซอร์ขนรักแร้ คือ วิธีการกำจัดขนรักแร้แบบถอนรากถอนโคน ด้วยการยิงเลเซอร์ลงชั้นผิวบริเวณใต้วงแขน ใช้เวลาทำไม่นาน หากทำต่อเนื่องจะช่วยให้รักแร้ไร้ขน ผิวเรียบเนียน หมดปัญหาขนคุด เป็นตุ่มหนังไก่ ที่เกิดจากการถอน โกน หรือแวกซ์ เพิ่มความมั่นใจในการแต่งตัว กล้ายกแขน โชว์วงแขนเรียบเนียนสวยครับ
โบท็อกรักแร้ ยี่ห้อไหนดี ? เปรียบเทียบทุกแบรนด์ ลดเหงื่อ ...
Reading Time: 4 minutesโบท็อกรักแร้ ยี่ห้อไหนดี เป็นคำถามที่หมอเจอบ่อยมากครับ โดยเฉพาะคนไข้ที่มีปัญหาเหงื่อออกเยอะ กลิ่นตัวแรง หรือเสื้อเปียกง่ายจนเสียความมั่นใจ แม้จะลองใช้โรลออนหรือสเปรย์ระงับกลิ่นมาหลายแบบแล้ว แต่ก็ยังเอาไม่อยู่


