มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer)
มะเร็งปากมดลูก ติดอันดับโรคมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย ซึ่งปัจจุบันสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ ด้วยการตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก
ทำความรู้จัก มะเร็งปากมดลูก คืออะไร ? ใครเสี่ยง ? มีอาการแบบไหน ? วัคซีน HPV ชนิด 2, 4, 9 สายพันธุ์ เหมาะกับใคร ? เลือกอย่างไร ? ป้องกันได้แค่ไหน ? ติดตามได้ในบทความนี้ครับ
สารบัญ มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูก คืออะไร ? เกิดจากสาเหตุอะไร ?
มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) คือโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก
สาเหตุ มะเร็งปากมดลูก ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดฮิวแมนแปปปิโลมาไวรัส (Human Papillomavirus) หรือเอชพีวี (HPV) โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงที่ติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์
โดยหลังจากติดเชื้อ HPV เซลล์บริเวณปากมดลูกจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและสะสมความผิดปกติ ใช้เวลาประมาณ 15-20 ปี ก่อนจะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง
อาการเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
ผู้ติดเชื้อมะเร็งปากมดลูก อาการเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้ไม่ทราบว่ามีความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกอยู่ จนกว่าจะตรวจพบ
วิธีสังเกตมะเร็งปากมดลูกในเบื้องต้น จะมีสัญญาณเตือนจากภายในร่างกายของเราเอง ที่มีความผิดปกติและไม่ควรมองข้าม
สัญญาณเตือนมะเร็งปากมดลูกที่ควรสังเกต มีดังนี้
- เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
- มีเลือดออกกระปริบกระปรอยโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
- ประจำเดือนมามากหรือนานผิดปกติ
- มีเลือดออกหลังเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนไปแล้ว
- ตกขาวผิดปกติ
- ตกขาวมีปริมาณมากผิดปกติ
- ตกขาวมีกลิ่นเหม็นคาว
- ตกขาวมีเลือดปนหรือสีเปลี่ยนไป เช่น สีเหลือง สีเขียว
- เจ็บหลังจากมีเพศสัมพันธ์
- ปวดท้องน้อยบ่อย ๆ หรือบริเวณอุ้งเชิงกราน
- เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลดลง
อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งปากมดลูกเสมอไป แต่อาจเกิดจากภาวะอื่น เช่น การติดเชื้อหรืออักเสบ หากอาการที่เป็นซ้ำ ไม่หาย หรือรุนแรงขึ้น ควรปรึกษาแพทย์และเข้ารับการตรวจคัดกรองเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดครับ
ใครเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
กลุ่มเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก ได้แก่
- ผู้ที่มีเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง (สายพันธุ์ 16 และ 18) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก
- ผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว เนื่องจาก HPV เป็นเชื้อที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีคู่นอนที่มีคู่นอนหลายคน ซึ่งเพิ่มโอกาสการสัมผัสเชื้อ HPV
- ผู้ที่ไม่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หรือเว้นช่วงการตรวจเป็นเวลานาน ทำให้ความผิดปกติของเซลล์ไม่ได้รับการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
- ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ เนื่องจากสารในบุหรี่มีผลต่อภูมิคุ้มกันของเซลล์ปากมดลูก และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดความผิดปกติของเซลล์
- ผู้ที่เคยมีประวัติความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกมาก่อน
หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก ควรให้ความสำคัญกับตรวจคัดกรองและป้องกันให้มากขึ้นครับ
วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก มี 4 วิธีที่ได้รับความนิยม ได้แก่
- HPV DNA Test เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง ที่เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกโดยตรง มีความแม่นยำสูง
- Pap Smear (แปปสเมียร์) เป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างเซลล์ไปส่องกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาเซลล์ที่ผิดปกติ หรือมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ในอนาคต
- ThinPrep (Liquid-based Cytology) พัฒนามาจาก Pap Smear เป็นการนำเซลล์จากปากมดลูกไปแช่ในน้ำยารักษาสภาพเซลล์ เพื่อให้ได้ตัวอย่างเซลล์ครบถ้วน ทำให้ตรวจพบเซลล์ผิดปกติได้ชัดเจน
- HPV DNA Self Test เป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาสำหรับผู้หญิงที่เขินอายหรือกังวลในการตรวจมะเร็งปากมดลูก โดยเราสามารถเก็บตัวอย่างเซลล์จากช่องคลอดด้วยตนเองที่บ้านได้สะดวก และส่งไปตรวจหาเชื้อ
มะเร็งปากมดลูก รักษาวิธีไหนได้บ้าง ?
หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก วิธีรักษามีหลายวิธีครับ หมอจะพิจารณาแผนการรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล โดยพิจารณาจากระยะของโรค (ระยะที่ 1, 2, 3 และ 4) ขนาดและการลุกลามของมะเร็ง อายุ สุขภาพโดยรวม และความต้องการมีบุตรในอนาคต
แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล ดังนี้
การผ่าตัด (Surgery)
มักใช้ในมะเร็งปากมดลูก ระยะเริ่มต้น เช่น การตัดเฉพาะบริเวณปากมดลูกที่มีความผิดปกติ หรือผ่าตัดมดลูกออกทั้งหมดหรือบางส่วน โดยแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของโรคและแผนการมีบุตร
การฉายรังสี (Radiation Therapy)
เป็นกำจัดเซลล์มะเร็งในบริเวณกว้างและลุกลาม หรือมีข้อบ่งชี้ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ โดยจะใช้รังสีพลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็งเฉพาะที่ อาจใช้เป็นการรักษาหลัก หรือใช้ร่วมกับวิธีอื่น เพื่อควบคุมและเพิ่มโอกาสในการจากมะเร็ง
เคมีบำบัด (Chemotherapy)
ใช้ยาเพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง มักใช้ร่วมกับการฉายรังสี ในกรณีมะเร็งลุกลามหรือเสี่ยงกลับเป็นซ้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำลายเซลล์มะเร็งให้ดียิ่งขึ้น ทำให้การรักษามีประสิทธิผลสูงกว่าการฉายแสงเพียงอย่างเดียว
การรักษาแบบมุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัด (Targeted & Immunotherapy)
เป็นทางเลือกสำหรับมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลามหรือกลับเป็นซ้ำ โดยจะใช้ยาเฉพาะเจาะจงโจมตีเซลล์มะเร็งโดยตรง (มุ่งเป้า) หรือกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายเซลล์มะเร็ง (ภูมิคุ้มกันบำบัด) เพื่อยับยั้งการเติบโตและการแพร่กระจาย โดยแพทย์จะพิจารณาตามชนิดของเซลล์มะเร็งและผลตรวจเฉพาะทาง
ข้อควรรู้ : การรักษามะเร็งปากมดลูกต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ผลลัพธ์ของการรักษาอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ และการป้องกันด้วยวัคซีน HPV จึงมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคได้ในระยะยาวครับ
มะเร็งปากมดลูก ฉีดวัคซีนช่วยป้องกันได้อย่างไร ?
การฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก คือ การสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อตั้งแต่ต้นครับ
วัคซีนมะเร็งปากมดลูก สามารถได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 9-45 ปี (แนะนำ 9-14 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด และยังไม่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ ทำให้วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงสุด)
โดยวัคซีน HPV จะทำงานโดยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี เพื่อต่อต้านการติดเชื้อ HPV
หมออธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้นถึงหลักการทำงานของวัคซีน ในกรณีที่เราได้รับเชื้อ HPV ภูมิคุ้มกันที่วัคซีนสร้างไว้จะเข้าไปล้อมดักจับและทำลายไวรัสทันที ก่อนที่จะเข้าสู่เซลล์ปากมดลูกได้ เมื่อไวรัสเข้าเซลล์ไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผิดปกติจนกลายเป็นมะเร็งก็จะไม่เกิดขึ้นครับ
นอกจากมะเร็งปากมดลูก วัคซีน HPV ยังสามารถป้องกันมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่เกิดจาก HPV เช่น มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด รวมถึงมะเร็งในช่องปากและลำคอ
มะเร็งปากมดลูก ฉีดวัคซีนป้องกันได้กี่เปอร์เซ็นต์ ?
ประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ขึ้นอยู่กับจำนวนสายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุม ซึ่งแบ่งออกเป็น
- วัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ ได้แก่ 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 ครอบคลุมสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยในผู้หญิงเอเชีย ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่า 90% (อ้างอิงข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention : CDC)
- วัคซีน HPV 4 สายพันธุ์ ได้แก่ 6, 11, 16 และ 18 เพิ่มการป้องกันหูดหงอนไก่ และมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่เกิดจาก HPV และวัคซีน HPV 2 สายพันธุ์ ได้แก่ 16 และ 18 เน้นป้องกันสายพันธุ์หลักคือ 16 และ 18 ป้องกันได้ประมาณ 70-80%
แม้วัคซีน HPV จะไม่สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ 100% แต่ถือเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง เมื่อฉีดในช่วงอายุที่เหมาะสมและครบตามจำนวนเข็ม พร้อมกับเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถจะลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูกได้ครับ
FAQ รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก
มีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังฉีดวัคซีน HPV ได้ไหม ?
ฉีดได้ครับ ถึงจะเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว เพราะเชื้อ HPV มีหลายสายพันธุ์ การมีเพศสัมพันธ์อาจทำให้ได้รับเชื้อมาบ้างบางสายพันธุ์ แต่ยังมีสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ยังไม่เคยรับเชื้อ วัคซีนจะเข้าไปช่วย “ปิดประตู” ป้องกันสายพันธุ์ที่เหลือเหล่านั้นครับ
ผู้ชายสามารถฉีดวัคซีน HPV ได้หรือไม่ ?
ฉีดได้ครับ เพื่อป้องกันตัวเองจากโรคที่เกี่ยวกับเชื้อ HPV เช่น หูดหงอนไก่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งองคชาต มะเร็งช่องปากและลำคอ และยังช่วยป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คู่นอน
เคยฉีดวัคซีน HPV 2 หรือ 4 สายพันธุ์ ฉีด 9 สายพันธุ์ต่อได้ไหม ?
ฉีดได้ครับ เพื่อเพิ่มการป้องกันอีก 5 สายพันธุ์สำคัญ (31, 33, 45, 52 และ 58) หมอจะให้คำแนะนำและวางแผนการฉีด โดยปกติจะเว้นระยะห่างจากเข็มสุดท้ายของวัคซีนเดิมประมาณ 1 ปี หรือ 12 เดือนครับ
สรุป มะเร็งปากมดลูก รู้ทันป้องกันได้ด้วยวัคซีน HPV
มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์บริเวณปากมดลูก โดยมีสาเหตุหลักจากการติดเชื้อไวรัส HPV ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นมะเร็งได้หากไม่ได้รับการตรวจคัดกรองหรือดูแลตั้งแต่ระยะแรก
ปัจจุบันมะเร็งปากมดลูกถือเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ทั้งด้วยการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ และการฉีดวัคซีน HPV ซึ่งมีให้เลือก 3 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีน 2, 4 และ 9 สายพันธุ์ การเลือกชนิดวัคซีนที่เหมาะสมควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ เพื่อให้การป้องกันมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ
อ้างอิง
- Fowler, J. R., Maani, E. V., Dunton, C. J., Gasalberti, D. P., & Jack, B. W. (2024, January 17). Cervical Cancer. In StatPearls. StatPearls Publishing. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK431093/
- World Health Organization. (2024, November 17). Cervical cancer. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/cervical-cancer
- Centers for Disease Control and Prevention. (2021, November 16). HPV Vaccination. https://www.cdc.gov/hpv/vaccines/index.html


