วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine)
วัคซีนมะเร็งปากมดลูก หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัคซีน HPV เป็นวัคซีนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถช่วงลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้
วัคซีนมะเร็งปากมดลูกสำคัญแค่ไหน ? ฉีดอย่างไร ? มีกี่ประเภท ? ต้องฉีดกี่เข็ม ? หมอรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไปจนถึงข้อควรระวัง เพื่อให้สามารถตัดสินใจฉีดได้อย่างได้เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพมาก ที่สุด
สารบัญวัคซีนมะเร็งปากมดลูก
วัคซีนมะเร็งปากมดลูกคืออะไร ?
วัคซีนมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine) คือ วัคซีนที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกถึง 99% ของผู้ป่วยทั้งหมด การฉีดวัคซีนจึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
รู้จักมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) คือมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูก ซึ่งเป็นส่วนล่างของมดลูกที่เชื่อมต่อกับช่องคลอด มะเร็งชนิดนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ที่พัฒนาเป็นเซลล์มะเร็ง
ข้อมูลควรรู้เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก
- เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงไทย รองจากมะเร็งเต้านม
- ในไทยพบผู้ป่วยใหม่มากกว่า 9,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตกว่า 5,000 รายต่อปี
- เกิดจากเชื้อ HPV กว่า 99% โดยสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกถึง 70%
- ระยะแรกมักไม่มีอาการ จึงมักถูกค้นพบเมื่อเข้าสู่ระยะที่รุนแรงขึ้นแล้ว
- สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน HPV และการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกสำคัญอย่างไร ?
วัคซีนมะเร็งปากมดลูก เป็นวัคซีนที่ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งได้อีกหลายชนิด จึงไม่ควรมองข้าม หรือละเลยในการฉีด เพราะสามารถ
- ป้องกันได้สูงถึง 70–99% วัคซีน HPV สามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์หลักที่ก่อมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ป้องกันได้ก่อนสัมผัสเชื้อ วัคซีนทำงานได้ดีที่สุดก่อนที่จะเคยมีเพศสัมพันธ์หรือสัมผัสเชื้อ HPV
- ลดความเสี่ยงโรคอื่นที่เกี่ยวข้องกับ HPV เช่น มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก มะเร็งคอหอย และหูดหงอนไก่
- ปลอดภัยและผ่านการรับรอง ผ่านการรับรองโดย FDA (สหรัฐอเมริกา) และ อย. (ไทย) รวมทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO)
- ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ค่ารักษาพยาบาลมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าค่าวัคซีนหลายสิบเท่า
วัคซีนมะเร็งปากมดลูกมีแบบไหนบ้าง?
ปัจจุบันวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ที่ได้รับการรับรองและใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทยมี 3 ชนิดหลัก ดังนี้
| ชื่อวัคซีน | สายพันธุ์ที่ป้องกัน | กลุ่มอายุ | จุดเด่น |
|---|---|---|---|
| Cervarix (2 สายพันธุ์) | HPV 16, 18 | 9–25 ปี | ป้องกันมะเร็งปากมดลูกชนิดหลัก |
| Gardasil 4 (4 สายพันธุ์) | HPV 6, 11, 16, 18 | 9–26 ปี | ป้องกันมะเร็ง + หูดหงอนไก่ |
| Gardasil 9 (9 สายพันธุ์) | HPV 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52, 58 | 9–45 ปี | ป้องกันได้ครอบคลุมมากที่สุด 90% |
แนะนำ Gardasil 9 เป็นวัคซีนที่แนะนำมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากครอบคลุมสายพันธุ์ HPV ที่ก่อมะเร็งได้กว้างที่สุดถึง 9 สายพันธุ์
สำหรับที่ V Square Clinic ให้บริการ ฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ Gardasil® 9 ในราคา 1 เข็ม 6,500.- และ 3 เข็ม 16,990.-
ให้คำปรึกษาดูแลโดยแพทย์มากประสบการณ์ หากสนใจจองฉีดวัคซีนหรือมีคำถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาแพทย์เบื้องต้นได้ครับ
วัคซีนมะเร็งปากมดลูกต้องฉีดตรงไหน ?
วัคซีน HPV ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular Injection) บริเวณต้นแขนด้านบน (กล้ามเนื้อเดลทอยด์) ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับวัคซีนทั่วไปหลายชนิดครับ วิธีการฉีดนี้ช่วยให้วัคซีนถูกดูดซึมและกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการฉีด
- ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน ไม่ใช่ใต้ผิวหนังหรือเส้นเลือด
- กระบวนการฉีดใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
- หลังฉีดควรนั่งพักที่คลินิก ประมาณ 15–30 นาที เพื่อสังเกตอาการ
- อาจรู้สึกเจ็บบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
วัคซีนมะเร็งปากมดลูกต้องฉีดกี่เข็ม ? และฉีดตอนไหนบ้าง ?
จำนวนเข็มและตารางการฉีดวัคซีน HPV ขึ้นอยู่กับอายุที่เริ่มฉีดเป็นหลัก ดังนี้
กลุ่มอายุ 9–14 ปี : ฉีด 2 เข็ม
- เข็มที่ 1 : ตามกำหนดนัดแรก
- เข็มที่ 2 : ห่างจากเข็มแรก 6–12 เดือน
- ช่วงอายุนี้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองได้ดีมากจนไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 3
กลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป : ฉีด 3 เข็ม
- เข็มที่ 1 : ตามกำหนดนัดแรก
- เข็มที่ 2 : ห่างจากเข็มแรก 1–2 เดือน
- เข็มที่ 3 : ห่างจากเข็มแรก 6 เดือน
หมายเหตุ : แม้จะเริ่มฉีดช้า ก็ยังสามารถฉีดให้ครบตามจำนวนเข็มที่กำหนดได้ และยังคงได้รับประโยชน์จากวัคซีน
ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างไรให้ได้ผลดี
เพื่อให้วัคซีน HPV ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้
- ฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ ได้ผลดีที่สุดเมื่อยังไม่เคยสัมผัสเชื้อ HPV ดังนั้นควรเริ่มในวัยรุ่น (9–14 ปี)
- ฉีดให้ครบตามจำนวนเข็ม อย่าหยุดกลางคัน เพราะภูมิคุ้มกันจะไม่สมบูรณ์หากฉีดไม่ครบ
- ฉีดตรงตามระยะเวลา รักษาช่วงเวลาระหว่างเข็มให้ถูกต้อง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เต็มที่
- เพื่อผลลัพธ์ที่ดี ควรตรวจสุขภาพร่วมด้วย โดยควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear / HPV Test) แม้จะฉีดวัคซีนแล้ว
ผู้ชายก็ควรฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก (วัคซีน HPV)
แม้ชื่อจะบ่งบอกว่าเป็น วัคซีนมะเร็งปากมดลูก แต่วัคซีน HPV ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับผู้หญิงเท่านั้นครับ ผู้ชายก็ควรฉีดวัคซีนนี้ด้วยเช่นกัน+
- เชื้อ HPV แพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ ผู้ชายสามารถเป็นพาหะนำเชื้อไปยังคู่นอนได้
- ผู้ชายมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV เช่น มะเร็งทวารหนัก มะเร็งคอหอย มะเร็งอวัยวะเพศ
- ป้องกันหูดหงอนไก่ (Genital Warts) ซึ่งเกิดจาก HPV สายพันธุ์ 6 และ 11
- การฉีดวัคซีนในผู้ชายช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อในสังคมโดยรวม (Herd Immunity)
- แนะนำในผู้ชายอายุ 9–26 ปี และอาจพิจารณาได้ถึงอายุ 45 ปีในบางกรณี
ข้อควรระวังในการฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก
วัคซีน HPV มีความปลอดภัยสูง แต่มีบางกรณีที่ควรระวัง แจ้งข้อมูลเหล่านี้กับแพทย์
- ผู้ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง
- ผู้ที่มีอยู่ในช่วงไม่สบาย มีไข้ ควรเลื่อนออกไปก่อน
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีนมะเร็งงปากมดลูก
หลังฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก อาจเกิดผลข้างเคียงได้ โดยผลข้างเคียงเหล่านี้เป็นอาการปกติ ที่สามารถเกิดขึ้น ไม่อันตราย
- ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด (พบบ่อยที่สุด)
- มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลียเล็กน้อย
- คลื่นไส้หรือวิงเวียนศีรษะในบางราย
- อาการเป็นลมหลังฉีด (พบน้อยมาก) จึงควรนั่งพักหลังฉีด
การป้องกันมะเร็งปากมดลูกเพิ่มเติม
การฉีดวัคซีน HPV เป็นขั้นแรกที่สำคัญ แต่ยังมีมาตรการป้องกันเพิ่มเติมที่ควรทำควบคู่กันไป
- ตรวจ Pap Smear / HPV Test เป็นประจำ สำหรับผู้หญิงที่อายุ 21 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุก 3–5 ปี เพื่อตรวจหาเซลล์ผิดปกติก่อนพัฒนาเป็นมะเร็ง
- ใช้ถุงยางอนามัย ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HPV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
- ลดจำนวนคู่นอน ลดโอกาสสัมผัสเชื้อ HPV สายพันธุ์ต่าง ๆ
- ไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย กินอาหารมีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เต็มที่
FAQ ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับวัคซีนมะเร็งปากมดลูก
คำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนและต้องการทราบข้อมูลก่อนตัดสินใจ
ฉีดวัคซีนแล้วยังเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ไหม ?
วัคซีน HPV ป้องกันสายพันธุ์หลักที่ก่อมะเร็งได้ถึง 70–90% แต่ไม่ได้ป้องกัน HPV ได้ 100% ทุกสายพันธุ์ ดังนั้นแม้ฉีดวัคซีนแล้ว ยังคงควรตรวจ Pap Smear / HPV Test ต่อไปตามกำหนด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
อายุเท่าไหร่ฉีดได้บ้าง ? เกิน 26 ปีแล้วยังฉีดได้ไหม ?
วัคซีน HPV ได้รับการรับรองให้ใช้ในกลุ่มอายุ 9–45 ปี (สำหรับ Gardasil 9) ผู้ที่อายุ 27–45 ปีสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดได้ โดยแพทย์จะประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับเป็นรายบุคคล แม้ประสิทธิภาพอาจลดลงบ้างหากเคยสัมผัสเชื้อแล้ว แต่ยังคงมีประโยชน์ในการป้องกันสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยติด
ฉีดวัคซีน HPV แล้วต้องรอนานแค่ไหนกว่าจะมีภูมิคุ้มกัน ?
หลังจากฉีดวัคซีนครบตามจำนวนเข็มที่กำหนด ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันได้เต็มที่ภายใน 2–4 สัปดาห์หลังเข็มสุดท้าย การฉีดครบทุกเข็มจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่าหยุดกลางคันเด็ดขาด
ฉีดวัคซีน HPV ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ?
การเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีน HPV นั้นง่ายมาก
- ไม่ต้องอดอาหาร สามารถกินอาหารได้ตามปกติ
- แจ้งประวัติการแพ้ยาหรือวัคซีนให้แพทย์ทราบ
- หากมีไข้หรือป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนนัดออกไปก่อน
- สวมเสื้อที่เปิดต้นแขนได้ง่ายสำหรับการฉีด
- หลังฉีดนั่งพักสังเกตอาการอย่างน้อย 15–30 นาที
สรุป ฉีดวัคซีนมะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้ ฉีดง่าย คุ้มค่า
วัคซีนมะเร็งปากมดลูก หรือวัคซีน HPV คือหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ดีที่สุดในการป้องกันมะเร็งที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง การฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุน้อยจะให้การป้องกันที่ดีที่สุด แต่ในทุกช่วงอายุก็ยังคงมีประโยชน์
อย่าปล่อยให้ความกลัว ความไม่รู้ หรือการผัดผ่อน มาเป็นอุปสรรคต่อสุขภาพของคุณ วัคซีนมะเร็งปากมดลูกฉีดง่าย ใช้เวลาไม่นาน และคุ้มค่ากว่าการรักษาโรคมะเร็งหลายร้อยเท่าปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อนัดฉีดวัคซีน HPV วันนี้ เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการป้องกัน


