Ulthera vs Oligio
Ulthera vs Oligio เป็นสองนวัตกรรมยกกระชับผิวที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด แก้มย้วย หรือผิวไม่กระชับตามวัย โดยทั้งสองเทคโนโลยีสามารถช่วยยกกระชับและฟื้นฟูผิวได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ก็มีหลักการทำงานและจุดเด่นที่แตกต่างกันครับ
ในบทความนี้หมอจะพาเปรียบเทียบ Ulthera กับ Oligio แบบเข้าใจง่าย ทั้งในด้านของเทคโนโลยีที่ใช้ ความแตกต่าง ผลลัพธ์ ราคา และคำแนะนำในการเลือกโปรแกรม เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรเลือกยกกระชับผิวแบบไหนให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคนมากที่สุดครับ
คลิกอ่านหัวข้อ Ulthera vs Oligio
ทำความรู้จัก Ulthera และ Oligio
ก่อนตัดสินใจเลือกทำหัตถการยกกระชับผิว Ulthera หรือ Oligio ควรทำความเข้าใจพื้นฐานของแต่ละเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพผิวและผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างตรงจุดครับ
Ulthera คืออะไร ?
Ulthera เป็นเครื่องยกกระชับ Original ที่ใช้คลื่นอัลตราซาวนด์พลังงานสูง MFU-V (Microfocus Ultrasound with Visualization) ยิงลงไปใต้ชั้นผิวลึกถึงชั้น SMAS เพื่อให้ผิวเกิดการยกกระชับขึ้น มาพร้อมหน้าจอแสดงชั้นผิวแบบเรียลไทม์ ช่วยให้แพทย์มองเห็นระดับชั้นผิวระหว่างทำ สามารถยิงพลังงานได้แม่นยำ และออกแบบการรักษาแบบ Customized ให้เหมาะกับปัญหาผิวของแต่ละบุคคล
ปัจจุบันเทคโนโลยี Ultherapy ที่นิยมใช้ในคลินิกมีอยู่ 2 รุ่น ได้แก่ Ulthera SPT และ เครื่องรุ่นใหม่ล่าสุด Ulthera Prime ที่มีการพัฒนาต่อยอดจากรุ่นเดิม โดยยังคงใช้หลักการส่งพลังงานอัลตราซาวนด์เพื่อยกกระชับผิวเหมือนกัน แต่มีการปรับดีไซน์ให้ทันสมัย เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำและสบายผิวมากขึ้นครับ
อ่านบทความ Ulthera ฉบับเต็ม คลิก!
Oligio คืออะไร ?
Oligio คือนวัตกรรมยกกระชับผิวจากประเทศเกาหลีที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นผิวตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้าไปจนถึงชั้นไขมัน ช่วยให้ผิวเกิดการหดตัว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับ เรียบเนียน
จุดเด่นสำคัญของ Oligio คือระบบ Cooling System ที่ทำงานควบคู่กับการปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุ โดยระหว่างยิงพลังงานเครื่องจะมีระบบสั่น และปล่อยความเย็นออกมาต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผิวชั้นบนจากความร้อน ช่วยให้คนไข้รู้สึกสบาย และลดความรู้สึกเจ็บหรือแสบร้อนระหว่างทำหัตถการ
อ่านบทความ Oligio ฉบับเต็ม คลิก!
Ulthera vs Oligio ต่างกันอย่างไร ?
Ulthera กับ Oligio มีความแตกต่างกันในหลายด้าน ทั้งประเภทของพลังงาน ความลึกของการรักษา และผลลัพธ์ที่ได้ หมอแยกเปรียบเทียบแต่ละหัวข้อให้เข้าใจง่าย ดังนี้
ตารางเปรียบเทียบ Ulthera กับ Oligio
เปรียบเทียบพลังงานที่ใช้
- Ulthera ใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวนด์แบบ MFU-V ซึ่งสามารถส่งพลังงานลงลึกเป็นจุด ๆ ไปยังชั้นผิวที่ต้องการ พร้อมมีหน้าจอแสดงชั้นผิวแบบเรียลไทม์ ช่วยให้แพทย์ยิงพลังงานได้แม่นยำมากขึ้น
- Oligio ใช้พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงแบบ Monopolar RF 6.78 MHz โดยส่งความร้อนลงสู่ชั้นผิวเพื่อให้ผิวเกิดการหดตัว กระตุ้นคอลลาเจน และช่วยให้ผิวแน่นกระชับขึ้น
เปรียบเทียบความลึกของพลังงาน
- Ulthera สามารถส่งพลังงานลงลึกได้หลายระดับ ตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้า หนังแท้ ชั้นไขมัน ไปจนถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นสำคัญในการยกพยุงใบหน้า จึงเหมาะกับการยกกระชับผิวชั้นลึก และแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้ชัดเจน
- Oligio จะเน้นการส่งพลังงานลงสู่ชั้นหนังกำพร้า หนังแท้ และชั้นไขมัน ช่วยกระชับผิว ลดความย้วยของแก้มเล็กน้อย และปรับคุณภาพผิวให้ดูแน่น เรียบเนียนขึ้น แต่จะไม่ได้ลงลึกถึงชั้น SMAS เหมือน Ulthera
เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้
- Ulthera ให้ผลลัพธ์เด่นเรื่องการยกหน้า (Lifting) ปรับกรอบหน้าให้ชัดขึ้น ลดความหย่อนคล้อยบริเวณแก้ม เหนียง ใต้คาง และช่วยให้ใบหน้าดูยกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
- Oligio ให้ผลลัพธ์เด่นเรื่องกระชับผิว (Tightening & Skin Quality) ผิวแน่นขึ้น กระชับขึ้น รูขุมขนดูกระชับ ผิวเรียบเนียน และช่วยลดความย้วยของผิวในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
เปรียบเทียบตำแหน่งที่ทำได้
- Ulthera สามารถทำได้หลายตำแหน่ง เช่น ใบหน้า รอบดวงตา กรอบหน้า ใต้คาง ลำคอ และบางตำแหน่งของร่างกาย เหมาะกับบริเวณที่ต้องการยกกระชับผิวอย่างแม่นยำ
- Oligio นิยมทำบริเวณใบหน้าและรอบดวงตา โดยเฉพาะแก้ม กรอบหน้า เหนียง และบริเวณที่ต้องการให้ผิวแน่น เรียบเนียน กระชับขึ้น
เปรียบเทียบระยะเวลาทำ
- Ulthera ใช้เวลาทำประมาณ 45-60 นาที ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและจำนวน Line ที่ใช้ ยิ่งทำหลายตำแหน่งหรือมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก ระยะเวลาในการทำก็อาจนานขึ้น
- Oligio ใช้เวลาทำประมาณ 20-30 นาที จึงเหมาะกับคนที่มีเวลาน้อย ต้องการหัตถการที่ทำเร็ว พักฟื้นน้อย และสามารถใช้ชีวิตประจำวันต่อได้ทันที
ข้อควรรู้ : ปัญหาผิวของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นระดับความหย่อนคล้อย คุณภาพผิว หรือผลลัพธ์ที่ต้องการ ดังนั้นจึงควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิวและปัญหาเฉพาะบุคคลก่อนทำหัตถการ เพื่อเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมและได้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการมากที่สุดครับ
Ulthera vs Oligio แบบไหนเหมาะกับใคร ?
Ulthera กับ Oligio เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาและความต้องการดังต่อไปนี้
Ulthera เหมาะกับใคร ?
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย คิ้วตก หนังตาตก
- ผู้ที่ต้องการลดเหนียง เน้นกรอบหน้าให้ชัดเจน
- ผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปที่มีโครงสร้างผิวเริ่มเสื่อมสภาพ
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์การยกหน้าแบบยาวนาน โดยทำเพียงปีละครั้ง
Oligio เหมาะกับใคร ?
- ผู้ที่ผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะบริเวณแก้ม และกรอบหน้า
- ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินบริเวณแก้ม มีเหนียงใต้คาง กรอบหน้าไม่ชัด
- ผู้ที่กังวลเรื่องรูขุมขนกว้าง ผิวขรุขระ ดูไม่เรียบเนียน
- ผู้ที่กลัวความเจ็บและต้องการหัตถการที่พักฟื้นน้อยที่สุด
หากยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะกับหัตถการใด สามารถเข้ามาปรึกษาหมอที่ V Square Clinic เพื่อประเมินระดับความหย่อนคล้อย และออกแบบโปรแกรมยกกระชับที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ตรงจุด คุ้มค่า และปลอดภัยมากที่สุด ปรึกษาและประเมินสภาพผิวฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ
ทำ Ulthera กับ Oligio กี่ครั้งเห็นผล ?
Ulthera ทำเพียง 1 ครั้งก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีประมาณ 20-30% หลังทำ ผิวจะค่อย ๆ ยกกระชับและแน่นขึ้นจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยผลลัพธ์จะชัดเจนขึ้นในช่วง 3-6 เดือน
ส่วนการทำ Oligio สามารถเริ่มเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกเช่นกัน ผิวจะรู้สึกแน่น กระชับ และเรียบเนียนขึ้นหลังทำ จากนั้นผลลัพธ์จะค่อย ๆ ดีขึ้นในช่วง 3-6 เดือน แนะนำให้ทำซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อคงสภาพผิวให้กระชับและดูอ่อนเยาว์อย่างต่อเนื่องครับ
ผลลัพธ์ Ulthera กับ Oligio อยู่ได้นานแค่ไหน ?
ผลลัพธ์ของ Ulthera อยู่ได้นานประมาณ 1 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ ระดับความหย่อนคล้อย และการดูแลตัวเองหลังทำของแต่ละคน
ส่วนผลลัพธ์ของ Oligio อยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน เหมาะกับการทำต่อเนื่องเพื่อคงสภาพผิวให้แน่น กระชับ และเรียบเนียนอยู่เสมอ หากดูแลผิวดี หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้คอลลาเจนเสื่อมเร็ว ผลลัพธ์ของทั้ง Ulthera และ Oligio ก็มีโอกาสอยู่ได้นานขึ้นครับ
Ulthera vs Oligio ราคาเท่าไหร่ ?
- Ulthera ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนไลน์และบริเวณที่ทำ โดยมีราคาสูงกว่า เนื่องจากเป็นเทคโนโลยียกกระชับจากอเมริกา และมีระบบหน้าจอช่วยให้แพทย์มองเห็นชั้นผิวแบบเรียลไทม์
- Oligio ราคาเริ่มต้นจะย่อมเยากว่า อยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตและบริเวณที่ทำ ถือเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายกว่า เหมาะกับคนที่เริ่มทำหัตถการยกกระชับผิว หรือต้องการกระชับผิวให้แน่นขึ้นในงบประมาณที่ย่อมเยากว่าครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Ulthera vs Oligio
Ulthera กับ Oligio ทำร่วมกันได้ไหม ?
Ulthera กับ Oligio สามารถทำร่วมกันได้ครับ โดย Ulthera จะช่วยยกกระชับโครงสร้างผิวในชั้นลึก เหมาะกับการยกกรอบหน้า แก้ม เหนียง และแนวกราม ส่วน Oligio จะช่วยกระชับผิวชั้นตื้น ปรับผิวให้แน่น เรียบเนียน และรูขุมขนดูกระชับขึ้น เมื่อทำร่วมกันจะช่วยให้ผลลัพธ์โดยรวมดูสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งในเรื่องการยกกระชับและคุณภาพผิวครับ
ระหว่างทำ Oligio กับ Ulthera อันไหนเจ็บน้อยกว่า ?
Oligio จะเจ็บน้อยกว่า Ulthera ครับ เพราะมีระบบ Cooling System ช่วยปกป้องผิวชั้นบน ลดความร้อนสะสม และช่วยให้รู้สึกสบายผิวมากขึ้นระหว่างทำ ส่วน Ulthera จะให้ความรู้สึกปวดลึกหรือจี๊ดเป็นบางจุด เนื่องจากพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS แต่ก่อนทำจะมีการแปะยาชาเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บได้ครับ
หลังทำ Ulthera กับ Oligio มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง ?
หลังทำ Ulthera และ Oligio อาจมีรอยแดง ผิวอุ่น บวมเล็กน้อย หรือรู้สึกตึงบริเวณที่ทำ ซึ่งเป็นอาการชั่วคราวที่พบได้ตามปกติและมักค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน ในบางรายหลังทำ Ulthera อาจมีอาการระบมหรือเจ็บลึกบริเวณแนวกรามและใต้คางได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่โดยทั่วไปทั้งสองหัตถการไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติครับ
ทำ Ulthera กับ Oligio ร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม ?
Ulthera และ Oligio สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ เช่น โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ โปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจน Skin Booster หรือเลเซอร์บางชนิด แต่ควรอยู่ภายใต้การวางแผนและคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
สรุป Ulthera vs Oligio เลือกยกกระชับผิวแบบไหนดีกว่ากัน ?
Ulthera vs Oligio มีจุดเด่นต่างกันครับ หากต้องการยกกระชับผิวชั้นลึก แก้กรอบหน้าไม่ชัด แก้มหย่อน หรือเหนียงชัด ๆ Ulthera จะเหมาะกว่า เพราะลงลึกถึงชั้น SMAS ส่วน Oligio เหมาะกับคนที่ต้องการให้ผิวแน่น เรียบเนียน รูขุมขนดูกระชับ เจ็บน้อย และใช้เวลาทำไม่นาน ทั้งนี้สามารถทำทั้งสองหัตถการร่วมกันได้เพื่อผลลัพธ์ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นครับ
อ้างอิง


