เจาะลึกวิตามินบี 2 สำคัญอย่างไร ?
ในยุคที่คนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น การเข้าใจเรื่องวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการถือเป็นพื้นฐานสำคัญ วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน (Riboflavin) เป็นหนึ่งในวิตามินบีคอมเพล็กซ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย แต่กลับเป็นวิตามินที่หลายคนมองข้ามไปครับ
บทความนี้หมอจะพาไปทำความรู้จักกับวิตามินบี 2 ตั้งแต่ประโยชน์ แหล่งอาหาร การเสริมวิตามิน B2 ในรูปแบบต่าง ๆ ไปจนถึงความเสี่ยงหากขาดวิตามินสำคัญตัวนี้ไป
สารบัญ วิตามินบี 2
วิตามินบี 2 คืออะไร ?
วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน (Riboflavin) เป็นวิตามินในกลุ่มบีคอมเพล็กซ์ ที่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำย่อยหลายชนิดทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ช่วยให้ร่างกายสามารถแปลงอาหารให้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิตามินบี 2 เป็นส่วนประกอบของ Coenzyme สองชนิด คือ Flavine Mononucleotide (FMN) และ Flavin Ademine Dinucleotide (FAD) ซึ่งมีความสำคัญต่อกระบวนการ Redox Metabolism ที่จำเป็นต่อการใช้น้ำตาล ไขมัน กรดอะมิโน และวิตามินของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย
วิตามิน B2 ทำหน้าที่อะไร ?
วิตามิน B2 หรือ ไรโบฟลาวิน มีหน้าที่สำคัญต่อกระบวนการกำจัดอนุมูลอิสระของกลูตาไธโอน (Glutathione) โดยมีความสำคัญต่อการทำงานของเอนไซม์ (Glutathione Reductase) ที่มีหน้าที่ช่วยเปลี่ยนสารกลูตาไธโอนที่เสื่อมสภาพ (Oxidized Glutathione) ให้กลับมาเป็นกลูตาไธโอนที่ออกฤทธิ์ได้ (Reduced Glutathione)
เรียกได้ว่า Vitamin B2 มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพของตา ผิวหนัง ระบบประสาท และการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง เป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ซึ่งหมายความว่าร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมไว้ได้นาน จึงต้องได้รับจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างสม่ำเสมอครับ
วิตามินบี คอมเพล็กซ์ (Vitamin B Complex) คือ กลุ่มของวิตามินบีหลายชนิดรวมกัน อย่างบี 1, 2, 3, 5, 6, 7, 9 และ 12 เป็นตัวช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โดยวิตามินแต่ละชนิด จะมีบทบาทเฉพาะในการเผาผลาญพลังงาน บำรุงระบบประสาท และสุขภาพโดยรวม
วิตามินบี 2 มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร ?
วิตามินบี 2 มีประโยชน์หลากหลายต่อร่างกาย ดังนี้
- เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการหายใจของเซลล์ ช่วยแปลงคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันให้เป็นพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ได้
- ช่วยป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก ลดความเสี่ยงของปัญหาสายตา และรักษาสุขภาพของเนื้อเยื่อในตา
- มีบทบาทในการรักษาผิวหนังให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว และป้องกันปัญหาผิวหนังต่าง ๆ
- ช่วยในการทำงานของระบบประสาท และมีส่วนในการผลิตสารสื่อประสาท
- ช่วยในกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ป้องกันโรคโลหิตจาง
- ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย

ขาดวิตามินบี 2 มีอาการอย่างไร ?
การขาดวิตามินบี 2 ภาวะที่ร่างกายได้รับวิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ไม่เพียงพอ หรือที่เรียกว่า Ariboflavinosis จะมีอาการดังนี้
- อาการเบื้องต้น เช่น เหนื่อยล้า ง่วงนอน และอ่อนเพลีย
- ปัญหาที่ตาและการมองเห็น เช่น ตาแห้ง แสบตา ตาไวต่อแสง ตาพร่ามัว และในรายที่รุนแรงอาจเกิดต้อกระจกได้
- ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น ผิวแห้ง ผิวลอกเป็นขุย เป็นผื่นแผลที่ริมฝีปาก มุมปาก และจมูก
- ปัญหาบริเวณช่องปากและลิ้น เช่น ลิ้นบวมและเป็นสีแดงเข้ม มีแผลในช่องปาก ริมฝีปากแตก เป็นโรคปากนกกระจอก
- ปัญหาผม เช่น ผมร่วง ผมหงอก หรือเปลี่ยนสีก่อนวัยอันควร
- ปัญหาระบบประสาท เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล และในรายที่รุนแรงอาจมีปัญหาด้านความจำ
- โรคโลหิตจาง เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ดีตามที่ควรจะเป็น

ใครบ้างที่เสี่ยงขาดวิตามินบี 2 ?
กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงขาดวิตามินบี 2 สูง ได้แก่
- ผู้สูงอายุ เนื่องจากการดูดซึมสารอาหารที่ลดลง และการรับประทานอาหารที่ไม่หลากหลาย
- ผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร มีปัญหาการดูดซึม เช่น โรคลำไส้อักเสบ หรือผู้ที่เพิ่งผ่าตัดกระเพาะอาหาร
- นักกีฬาที่ออกกำลังกายหนัก เพราะต้องการวิตามินบี 2 มากกว่าปกติ
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เพราะแอลกอฮอล์จะเข้าไปขัดขวางการดูดซึมวิตามินบี 2 ของร่างกาย
- หญิงมีครรภ์และให้นมบุตร ต้องการวิตามินบี 2 เพิ่มขึ้นเพื่อเด็ก
- ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ รับประทานจำเจ หรือมีการควบคุมน้ำหนักอย่างเข้มงวด
- ผู้ที่กินแต่อาหารสำเร็จรูปและอาหารไมโครเวฟ ซึ่งทำให้วิตามินบี 2 ถูกทำลาย
ความจำเป็นต่อการเสริมวิตามินบี 2 สำคัญแค่ไหน ?
การจำเป็นต้องเสริมวิตามินบี 2 ขึ้นจะอยู่กับปัจจัยหลายประการ หากคนไข้ดูแลตัวเองดี รับประทานอาหารที่หลากหลายและครบ 5 หมู่ เป็นประจำอาจไม่จำเป็นต้องเสริมครับ แต่หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่กล่าวมาแล้ว หรือมีอาการที่สงสัยว่าขาดวิตามินบี 2 ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเลือดและให้คำแนะนำในการเสริมวิตามินที่เหมาะสมให้ครับ
เสริมวิตามินบี 2 แบบไหนได้บ้าง ?
การเสริมวิตามินบี 2 รวมถึงวิตามินตัวอื่น ๆ มีหลายรูปแบบครับ เช่น
- การรับประทานอาหารจากธรรมชาติ วิตามินบี 2 พบได้ตามธรรมชาติในอาหารหลายชนิด เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม, ไข่, เนื้อสัตว์, ปลา, ธัญพืช, ถั่ว และผักใบเขียว
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรูปแบบยา เป็นแบบที่นิยมมากที่สุด มีทั้งเม็ด แคปซูล และแบบเม็ดฟู่ ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบ วิตามินรวมบีคอมเพล็กซ์ และมัลติวิตามิน ที่มักจะมีวิตามินบี 2 รวมอยู่ด้วย
- การดริปวิตามิน เป็นการให้วิตามินรวมผ่านทางหลอดเลือดดำ ข้อดีคือร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าการทาน ซึ่งช่วยฟื้นฟูร่างกาย ลดความอ่อนเพลีย เสริมภูมิคุ้มกัน และบำรุงสุขภาพผิวพรรณให้กระจ่างใสขึ้นอย่างทันใจ
การดริปวิตามินบี 2 ต้องดริปสูตรไหน ช่วยเรื่องอะไร ?
การดริปวิตามินบี 2 มีให้บริการในคลินิกความงามและสุขภาพหลายแห่ง โดยมักจะผสมในสูตร IV Drip สูตรต่าง ๆ สำหรับที่ V Square Wellness Center จะมีสูตรดริปวิตามินที่มีส่วนผสมของวิตามินบีคอมเพล็กซ์รวมทั้งบี 2 เป็นส่วนประกอบหลายสูตร ดังนี้
- สูตร Super Healthy Skin ช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น เสริมภูมิต้านทาน ปกป้องผิวจากรังสี UV เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวขาดน้ำ ผิวอ่อนแอ แพ้ง่าย เพิ่งเริ่มดูแลผิว ต้องการผิวสุขภาพดี และเสริมภูมิต้านทานให้ผิวแข็งแรง
- สูตร Radiance Plus+ ช่วยปรับสีผิวให้กระจ่างใส ป้องกันฝ้า กระ จุดด่างดำ ช่วยยับยั้งเม็ดสี ลดจุดด่างดำ ฟื้นฟูผิวเสื่อมให้ชุ่มชื้น เนียนนุ่ม เหมาะกับผู้ที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ มีฝ้า กระ จุดด่างดำ ต้องการมีผิวใส ชุ่มชื้นเป็นธรรมชาติ
- สูตร Perfect White เป็นสูตรงานผิว ผิวขาวใสไว ช่วยลดเม็ดสี ลดผิวคล้ำเสียสะสม ลดจุดด่างดำ ผิวดูเรียบเนียนสม่ำเสมอ เหมาะกับผู้ที่อยากปรับผิวให้กระจ่างใส อยากเน้นเรื่องผิวไบร์ท
- สูตร Extra Perfect White ช่วยบูสต์ผิวใสเร่งด่วน ลดการสร้างเม็ดสี เสริมผิวแข็งแรงจากภายใน เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวคล้ำเสียสะสม ต้องการผิวไบร์ท เสริมภูมิคุ้มกัน
- สูตร Myer’s V Booster ช่วยฟื้นฟูร่างกาย เสริมสมรรถภาพทางร่างกาย สมอง จิตใจ ขาดสารอาหาร เหนื่อย อ่อนเพลีย พักผ่อนไม่เพียงพอ
- สูตร Brain V Booster ช่วยเพิ่มความสามารถของสมองในการซ่อมแซมตัวเองโดยการกระตุ้นการฟื้นฟูของระบบประสาท ช่วยลดความเหนื่อยล้า เพิ่มความสดชื่น พร้อมทำงาน
- สูตร V Anti-Hangover ช่วยเพิ่มความสดชื่น ลดความเหนื่อยล้า ช่วยบรรเทาอาการเมาค้าง ลดอาการอ่อนเพลียและปวดศีรษะ ที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์
- สูตร V Anti-Hangover Plus+ ช่วยเพิ่มความสามารถของสมองในการซ่อมแซมตัวเอง เหมาะกับผู้ที่สมองเหนื่อยล้า ผู้ที่ต้องการตัวช่วยเพิ่มสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพในการรับรู้และความจำ แก้แฮงค์ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- สูตร V Anti-Diabetes ช่วยบำรุงระบบประสาท และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคปลายประสาทอักเสบ ชาตามมือตามเท้า ผู้ที่ต้องการบำรุงผิวพรรณ ชะลอวัย
- สูตร V Anti-Pollution ช่วยฟื้นฟูร่างกายเหมาะกับผู้ที่มีภาวะอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ มีความเสี่ยงได้รับโลหะหนัก หรือสารเคมีเป็นประจำ หรือตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกายจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การเลือกสูตรดริปวิตามินควรทำภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และต้องประเมินความเหมาะสมก่อนดริปครับ
แหล่งอาหารอะไรที่มีไรโบฟลาวิน (วิตามินบี 2)
ตัวอย่างแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 2 มีดังนี้
- ผลิตภัณฑ์จากนม นมสด เนยแข็ง โยเกิร์ต เป็นแหล่งที่ดีที่สุด
- เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะตับ ไต หัวใจ เนื้อวัว เนื้อหมู และไก่
- ไข่ โดยเฉพาะไข่แดง
- ปลาและอาหารทะเล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน กุ้ง และหอย
- ผักใบเขียวเข้ม ผักโขม ผักกาดหอม บรอกโคลี และผักคะน้า
- เมล็ดธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต และธัญพืชเสริมวิตามิน
- ถั่วและเมล็ดพืช อัลมอนด์ งาดำ ถั่วแดง และถั่วเหลือง
- เห็ด เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า และเห็ดต่าง ๆ
- ผลไม้ อะโวคาโด กล้วย และมะม่วง
- ยีสต์ธรรมชาติ ยีสต์เบียร์และยีสต์โภชนาการ
ในแต่ละวันจำเป็นต้องได้รับไรโบฟลาวิน (วิตามินบี 2) เท่าใด ?
ปริมาณวิตามินบี2 ที่แนะนำต่อวันตามช่วงอายุและเพศ
- เด็กทารก 0-6 เดือน 0.3 มิลลิกรัมต่อวัน
- เด็กทารก 7-12 เดือน 0.4 มิลลิกรัมต่อวัน
- เด็ก 1-3 ปี 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน
- เด็ก 4-8 ปี 0.6 มิลลิกรัมต่อวัน
- เด็ก 9-13 ปี 0.9 มิลลิกรัมต่อวัน
- ชาย 14 ปีขึ้นไป 1.3 มิลลิกรัมต่อวัน
- หญิง 14-18 ปี 1.0 มิลลิกรัมต่อวัน
- หญิง 19 ปีขึ้นไป 1.1 มิลลิกรัมต่อวัน
- หญิงมีครรภ์ 1.4 มิลลิกรัมต่อวัน
- หญิงให้นมบุตร 1.6 มิลลิกรัมต่อวัน
- นักกีฬาและผู้ออกกำลังกายหนัก อาจต้องการมากกว่านี้ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
หากร่างกายได้รับ วิตามิน B2 มากเกินไป ส่งผลอย่างไร ?
เนื่องจากวิตามินบี 2 เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ ร่างกายจึงสามารถขับส่วนเกินออกทางปัสสาวะได้ ทำให้โอกาสเกิดพิษจากวิตามินบี 2 มีน้อยมากครับ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงในบางกรณี
- ปัสสาวะเปลี่ยนสี เป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด ปัสสาวะอาจเป็นสีเหลืองสดใส ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่อันตราย
- ผลข้างเคียงจากการเสริมมากเกินไป อาจมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย คลื่นไส้ และผื่นคัน
- การโต้ตอบกับยาบางชนิด วิตามินบี 2 อาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด
- ความไวแสง การได้รับวิตามินบี 2 ในปริมาณสูงอาจทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ระดับการได้รับสูงสุดที่ปลอดภัยยังไม่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน เพราะไม่ค่อยมีรายงานพิษจากวิตามินบี 2
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิตามินบี 2
วิตามิน B2 ช่วยเรื่องผิวได้จริงไหม ช่วยได้อย่างไร ?
วิตามินบี 2 มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพผิวพรรณ โดยมีกลไกการทำงานดังนี้
- ซ่อมแซมเซลล์ผิว วิตามินบี 2 ช่วยในกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่และซ่อมแซมเซลล์ที่เสียหาย
- ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันความเสียหายจากอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเสื่อมสภาพผิว
- ผลิตคอลลาเจน มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างคอลลาเจน ซึ่งสำคัญต่อความยืดหยุ่นของผิว
- ควบคุมการผลิตน้ำมัน ช่วยควบคุมการทำงานของต่อมไขมัน ลดปัญหาผิวมัน
- รักษาสมดุลของผิว ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและสมดุลของผิว
- ลดการอักเสบ มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยลดปัญหาสิว และผื่นผิวหนัง
ผู้ที่ขาดวิตามินบี 2 มักมีปัญหาผิวแห้ง ผิวลอก และแผลที่ปาก การได้รับวิตามินบี 2 เพียงพอจะช่วยปรับปรุงปัญหาเหล่านี้ได้ครับ
คนที่ออกกำลังกายหนัก ๆ จำเป็นต้องเสริมวิตามินบี 2 จริงไหม ?
คนที่ออกกำลังกายหนัก ๆ รวมถึงนักกีฬาผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ จะต้องการวิตามินบี 2 มากกว่าคนทั่วไป 1.5-2 เท่าตัว เพื่อ
- ผลิตพลังงานในกล้ามเนื้อ วิตามินบี 2 เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการหายใจของเซลล์ ช่วยให้กล้ามเนื้อผลิตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ หลังจากออกกำลังกาย ร่างกายต้องการวิตามินบี 2 เพื่อซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อใหม่
- ลดอนุมูลอิสระ การออกกำลังกายทำให้เกิดอนุมูลอิสระ วิตามินบี 2 ช่วยต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้
หากออกกำลังกายหนัก แต่ร่างกายขาดวิตามินบี 2 อาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าง่าย ประสิทธิภาพการออกกำลังกายลดลง การฟื้นฟูช้า และเจ็บปวดกล้ามเนื้อได้ครับ
วิตามินบี 2 กินทุกวันได้ไหม ?
เราควรได้รับวิตามินบี 2 ทุกวันครับ เนื่องจากวิตามินบี 2 เป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ร่างกายเก็บกักได้น้อย โดยปริมาณส่วนเกินของวิตามินนี้จะถูกขับออกทางไต ผ่านทางปัสสาวะ จึงต้องรับประทานอย่างสม่ำเสมอ
เสริมวิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรค เสริมภูมิคุ้มกันได้จริงไหม ?
วิตามินบี 2 ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมากครับ จะเห็นสูตรดริปวิตามินในกลุ่ม Healthy Booster จะมีวิตามินบี 2 เป็นส่วนประกอบ ที่เป็นเช่นนี้เพราะ
- วิตามินบี 2 ช่วยผลิตแอนติบอดี เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค
- ช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ในระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยควบคุมปฏิกิริยาการอักเสบในร่างกาย
- ร่างกายที่มีวิตามินบี 2 เพียงพอจะต้านทานการติดเชื้อได้ดีกว่า
- ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูจากการป่วยหรือการติดเชื้อได้เร็วขึ้น
วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคอะไร ?
วิตามินบี 2 สามารถช่วยป้องกันโรคได้หลายชนิด เช่น
- โรคปากนกกระจอก ซึ่งมีอาการปากแตกมุม ริมฝีปากแตก และแผลในปาก
- ภาวะโลหิตจาง วิตามิน บี 2 มีประโยชน์ในการช่วยรักษา ภาวะโลหิตจาง ที่เกิดจากการขาดวิตามินบี 2
- ลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจก
นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของผิวหนัง เส้นผม และเล็บให้แข็งแรงเป็นปกติอยู่เสมอ
วิตามินบี 2 กับการช่วยเสริมความจำและสมาธิ
วิตามินบี 2 มีผลต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง โดยช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทที่สำคัญต่อการทำงานของสมอง และช่วยปกป้องเซลล์สมองจากความเสียหาย
การได้รับวิตามินบี 2 เพียงพอช่วยรักษาความจำและความสามารถในการเรียนรู้ได้ ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสัน และยังมีส่วนช่วยในการควบคุมอารมณ์ ลดความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าได้อีกด้วย
สรุปวิตามินบี 2 กับประโยชน์ที่สำคัญต่อร่างกาย
วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน เป็นวิตามินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ตั้งแต่การผลิตพลังงาน การรักษาสุขภาพผิวพรรณ การทำงานของระบบประสาท ไปจนถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
การได้รับวิตามินบี 2 จากแหล่งอาหารธรรมชาติยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ แต่ใครที่ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องของการบำรุงผิว การฟื้นฟูร่างกาย เพื่อให้รู้สึกสดชื่นได้เร็ว การเสริมวิตามินโดยเฉพาะการดริปวิตามิน ถือเป็นตัวช่วยที่ดีครับ
หากต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการเสริมวิตามิน สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่ V Square Wellness Center ได้ฟรี เพื่อการประเมินและให้คำแนะนำที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละบุคคลครับ


