วี สแควร์

วิธีลดน้ำหนักแบบ IF คืออะไร ? ลดได้จริงหรือไม่ เหมาะกับใคร ทำไมถึงได้รับความนิยม

Reading Time: 5 minutes

IF คืออะไร ?  

IF คืออะไร

รู้จักวิธีลดน้ำหนักแบบ IF เหมาะกับใคร ทำไมหลายคนทำแล้วไม่เห็นผล

ในยุคสมัยนี้ ต้องยอมรับครับว่า ผู้คนหันมาให้ความสนใจสุขภาพ และรูปลักษณ์ภายนอกกันมากขึ้น ทั้งเรื่องของผิวพรรณ รูปหน้า รูปร่าง รวมไปถึงการแต่งหน้าแต่งตัว โดยจะเห็นได้ว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงเดินเข้าคลินิกเสริมความงามมากขึ้น อย่างที่ V Square Clinic ก็เริ่มมีผู้ชายเข้ามาใช้บริการมากขึ้นด้วยเช่นกัน  

สำหรับใครที่เริ่มหันมาสนใจดูแลตัวเองทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะเรื่องของรูปร่าง ต้องเคยได้ยินวิธี การทํา if มาบ้าง เพราะเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความสนใจ และถูกพูดถึงมากขึ้น รวมถึงคนไข้ของหมอหลาย ๆ คนก็สอบถามเข้ามามากครับ ดังนั้นในบทความนี้หมอจึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับการทํา if มาแนะนำ if คืออะไร ? เหมาะกับใครบ้าง มีกี่แบบ ข้อดี-ข้อเสียเป็นอย่างไร ? ทำไมบางคนทำแล้วไม่เห็นผล หากอยากลดน้ำหนักดูแลรูปร่างควรเริ่มต้นอย่างไรดี สามารถศึกษาข้อมูลเหล่านี้ได้จากบทความนี้ครับ

สารบัญ IF ลดน้ำหนัก


 IF (Intermittent Fasting) คืออะไร ? 

การทำIF คือ การอดอาหาร จำกัดช่วงเวลาการกิน และควบคุมการรับประทานอาหารแบบง่าย ๆ เพื่อลดน้ำหนัก เผาผลาญไขมันส่วนเกิน โดย if ย่อมาจาก คำว่า Intermittent Fasting ซึ่งหากแปลแบบตรงตัว Intermittent แปลว่าการทำอะไรเป็นช่วง ๆ ส่วน Fasting คือ การอดอาหาร เมื่อเอา 2 คำนี้ มารวมกัน Intermittent Fasting คือ การอดอาหารในช่วงเวลาแต่ละวัน เพื่อเป้าหมายหลักคือ ลดน้ำหนัก และให้ร่างกายใช้ไขมันที่สะสมในร่างกายได้มากขึ้น 

โดยในแต่ละวันจะมีการแบ่งเป็นช่วงเวลาที่เรียกว่า Fasting การอด และช่วง Feeding คือ ช่วงกิน ในหนึ่งวันของแต่ละสูตร ซึ่งมีความแตกต่างกันในช่วงเวลาที่ไม่เท่ากันครับ 

หลักการทำงานของการอดอาหาร if จะมีระบบช่วงเวลาที่ใช้ในการกิน ร่างกายก็จะได้รับพลังงานในรูปแบบที่สามารถคาดคะเนได้ง่ายขึ้น และร่างกายสามารถปรับตัวไม่ใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงานหลัก แต่จะไปดึงไขมันมาใช้แทน 

หมอขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นคือ ถ้าเรารับประทานอาหารตลอดทั้งวัน ไม่ได้มีการกำกับเวลา ก็อาจจะได้รับสารอาหารที่มากเกินไป กลายเป็นการสะสมของไขมัน จนร่างกายไม่จำเป็นต้องดึงไขมันที่สะสมอยู่ออกมาใช้ หรือบางคนอดอาหาร if มากเกินไป กินน้อยไป ก็จะทำให้ผอมลงครับ แต่ไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะเกิด Calories Deficit หรือกินน้อยกว่าที่ใช้ ทำให้เสียสุขภาพร่างกายนั่นเอง 


IF มีกี่แบบ ?

หลัก ๆ จะมีตารางทำ if 6 รูปแบบครับ แต่ที่ได้รับความนิยมมากสุดคือ If 16/8 หรือการจำกัดเวลาทานอาหาร 8 ชั่วโมง และงดมื้ออาหาร 16 ชั่วโมง ซึ่งหมอจะอธิบายแต่ละรูปแบบเป็นข้อ ๆ ดังนี้

1. Intermittent Fasting แบบ Lean gains 

การทำ if แบบ Lean Gains เป็นสูตรที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือเป็นการอดอาหาร 16 ชั่วโมง และกิน 8 ชั่วโมง หรือที่เรียกกันว่า if 16/8 ครับ

การทํา-if-คือการกินและอดตามช่วงเวลา

ทำ IF 16/8 (อด 16 ชม. กิน 8 ชม)

ช่วงงดอาหาร สามารถดื่มได้เพียงแต่น้ำเปล่า หรือชา กาแฟ แบบไม่มีน้ำตาล รวมถึงงดสารให้ความหวานแทนน้ำตาลด้วยครับ เพราะความหวานจะเป็นตัวกระตุ้นอินซูลินทำให้เกิดการหิวได้ 

ทํา if 18/6 เวลาไหนดี ? แต่ละคนสามารถออกแบบตาราง IF ของตัวเองได้ครับ เพียงแต่ต้องโฟกัสช่วงอด (fasting) ช่วงกิน (feeding) และอาหารที่รับประทาน การทํา if 16/8 กินยังไง ? หมอมีตัวอย่างตาราง if 16/8 สามารถนำไปปรับใช้กันได้ครับ

แจกตาราง if 16/8 

เวลาช่วงเวลาสถานะ
08.00 น.feedingเริ่มกินอาหารมื้อแรกของวัน
12.00 น.feedingสามารถกินอาหารมื้อกลางวันได้ 
16.00 น.feedingหยุดกินอาหารหลัง 16.00 น.
20.00 น.fastingเริ่มช่วงอดอาหาร 16 ชั่วโมง
24.00 น.fastingยังคงอดอาหาร
04.00 น.fastingยังคงอดอาหาร
08.00 น.feedingสามารถเริ่มกินอาหารมื้อแรกของวันใหม่ได้

ตารางนี้เป็นตัวอย่างช่วงเวลากินอาหารคือ 08:00 น. ถึง 16:00 น. และช่วงเวลาอดอาหารคือ 16:00 น. ถึง 08:00 น. ของวันถัดไป การปฏิบัติตามตารางนี้จะช่วยให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ “อดอาหารช่วงสั้น” ซึ่งอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพและการควบคุมน้ำหนัก 

โดยระยะเวลาเห็นผลของแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพร่างกาย ความสม่ำเสมอ รวมถึงกิจวัตรประจำวันที่ทำ ทํา if 16/8 กี่วันเห็นผล ? ส่วนมากจะเห็นผลชัดเจน 1-2 เดือน เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง

2. Intermittent Fasting แบบ Fast 5

การทํา if แบบ Fast 5 จะคล้าย ๆ กับ แบบ Lean Gains (If 16/8) แต่จะเป็น if 19/5 คือกินอาหารในช่วง 5 ชั่วโมง และจะอดอาหาร if 19 ชั่วโมงต่อเนื่อง วิธีนี้ค่อนข้างทำยากครับ จึงไม่ค่อยไม่รับความนิยมเพราะมีช่วงเวลางดอาหารยาวนาน เช่น ถ้าเป็นคนทำงานออฟฟิศ อาจจะกินมื้อแรกตอน 7.00 น. แล้วกินอีกทีตอน 02.00 น. ของอีกวันครับ ดังนั้นบางคนอาจขยับช่วงเวลา เป็น ทำ if 18/6 แทน

3. Intermittent Fasting แบบ Eat stop Eat

การทํา if แบบ Eat stop Eat คือ จะต้องอดอาหาร if 24 ชั่วโมง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนวันที่ไม่อดก็สามารถกินได้ตามปกติครับ แต่จะต้องกินอาหารอย่างเหมาะสม เน้นอาหารดี มีประโยชน์ และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ข้อเสียของรูปแบบนี้คือ คนไข้จะรู้สึกอยากอาหารมากขึ้นในวันต่อไป และส่งผลต่ออารมณ์ด้วยครับ

4. Intermittent Fasting แบบ 5:2

การทํา if แบบ 5:2 คือ การกินอาหารตามปกติ 5 วัน และกินอาหารแบบ Fasting 2 วัน โดยจะแบบติดกัน 2 วันหรือห่างกันก็ได้ วิธีนี้จะไม่ใช่การอดอาหารทั้งวัน แต่จะเป็นการลดปริมาณอาหารให้น้อยลงแทน เช่น กิน 500-600 แคลอรี หรือประมาณ 1/4 ของแคลอรีที่ได้รับต่อวัน

IF-แบบ-5-2

ทำ IF 5 : 2

5. Intermittent Fasting แบบ The Warrior Diet

การทํา if  แบบ The Warrior Diet คือการอดอาหารในช่วงกลางวัน โดยสามารถดื่มได้แค่น้ำเปล่า และกลับมารับประทานอาหารหนักในมื้อค่ำเพียงมื้อเดียวเท่านั้น เฉลี่ยคือใช้เวลาในการอดอาหาร ประมาณ 19-20 ชั่วโมงต่อวัน 

6. Intermittent Fasting ADF (Alternate Day Fasting)

IF แบบ ADF คือการอดอาหารแบบวันเว้นวันครับ วิธีค่อนข้างยากสำหรับคนเริ่มทำ เพราะต้องอดอาหาร 1 วัน กินอาหาร 1 วัน แล้วกลับมาอดอีก 1 วัน  



ใครบ้างที่ควรทำ IF และไม่ควรทำ IF

แม้การทำ IF จะเป็น 1 ในวิธีลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนครับที่จะเหมาะกับการทำ IF ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ก่อนทำจึงควรเช็กความพร้อมของตัวเองก่อนครับ

ผู้ที่เหมาะกับการทำ IF 

  • ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน 
  • ผู้ที่ไม่ได้ใช้แรงงาน ในแต่ละวันมากนัก 
  • ผู้ที่มีตารางในการทำงานชัดเจน 
  • ผู้ที่สามารถควบคุมการรับประทานอาหารได้ 
  • ผู้ที่คนรอบข้างให้การสนับสนุนการทำ IF 

ผู้ที่ไม่เหมาะกับการทำ IF 

  • ผู้ที่ขาดสารอาหาร
  • เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
  • หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร  
  • ผู้ที่อยู่โปรแกรมลดน้ำหนักอื่น ๆ 
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวต่าง ๆ 
  • ผู้ที่มีเวลาพักผ่อนน้อย 
  • ผู้ที่มียาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ
Vsquare tips

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องของสุขภาพต้องมาก่อนเสมอ ดังนั้นในผู้ที่ร่างกายยังจำเป็นต่อการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน หมอไม่แนะนำให้ทำ IF ครับ


การทำ IF ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม ? 

การลดน้ำหนักแบบ if นั้นสามารถลดได้จริงครับ แต่ผลลัพธ์ลดได้มากน้อยแค่ไหนจากการทํา if ขึ้นอยู่กับระบบการเผาผลาญของแต่ละบุคคลครับ รวมถึงในบางคนอาจมีผลกระทบอื่น ๆ ตามมา จากการอดอาหาร if  เช่น ปวดศีรษะ ร่างกายอ่อนล้า ขาดพลังงานและขาดสมาธิ รวมถึงมีผลต่ออารมณ์ หงุดหงิดง่าย เป็นต้น



ข้อดี- ข้อเสียของการทำ IF

ข้อดี : การทํา if หลัก ๆ คือช่วยลดน้ำหนัก แต่ก็ยังมีข้อดีอื่น ๆ ที่ส่งผลดีต่อร่างกาย ดังนี้

  • ช่วยปรับสมดุลอนุมูลอิสระในร่างกาย
  • ช่วยลดการอักเสบซ่อนเร้นในร่างกายให้ลดลง
  • ช่วยปรับการทำงานของเซลล์ ยีน และฮอร์โมนในร่างกาย 
  • ชะลอวัย ช่วยให้อ่อนเยาว์ขึ้น เนื่องจากอนุมูลอิสระ และการอักเสบในร่างกายลดลง
  • กระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ 
  • ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีมากยิ่งขึ้น 
  • ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง ทำให้ความจำดีขึ้น
  • ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ

ข้อเสีย : การทํา if ไม่ได้มีเฉพาะข้อดีเสมอไปครับ ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ในบางคน เช่น 

  • ทำให้ระดับน้ำตาลต่ำ อาจจะเวียนหัว และเป็นลมได้
  • ในบางคนอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะรับประทานอาหารมากเกินไปในช่วงที่เวลาที่กินอาหารได้ 
  • ในผู้หญิงอาจทำให้เกิดปัญหาประจำเดือนมาผิดปกติ 
  • ทำให้เกิดอาการเพลีย ไม่มีแรง อ่อนล้า หงุดหงิดง่าย 


การเริ่มต้นทำ IF ควรเริ่มแบบไหนดี ?

สำหรับมือใหม่หัดทำ if หมอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเริ่มจากสูตร 16/8 โดยจะใช้เวลาอดอาหาร 16 ชั่วโมง แล้วกิน 8 ชั่วโมง สูตรนี้สามารถทำได้ง่าย ๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวเข้ากับระบบ และอาจปรับเวลามื้ออาหาร เช่น โดยปกติเริ่มมื้อเช้าตอน 8 โมงเช้า ให้ลองเริ่มกินมื้อแรกตอน 12.00 น. มื้อ 2 ประมาณ 16.00 น. และมื้อสุดท้ายเวลาไม่เกิน 20.00 น. ภายใน 8 ชั่วโมง เป็นการงดเช้า กินเที่ยงกับเย็น ก็จะสามารถทำ IF ได้อย่างสม่ำเสมอ 

แต่ถ้าใครกลัวว่าจะยอมแพ้ไปเสียก่อน สามารถลดจำนวนชั่วโมงอดอาหารลงและเพิ่มชั่วโมงการกิน เป็น ทำ if 14/10 ก่อนในช่วงแรกและค่อย ๆ ขยับเวลาหากทำได้ดี

เริ่มต้นทำ-IF

เริ่มต้นทำ IF แบบค่อยเป็นค่อยไป



ทำ IF กี่วันเห็นผล ?

การลดน้ำหนักแบบ if กี่วันเห็นผล ตรงนี้ขึ้นอยู่แล้วแต่ร่างกายของแต่ละบุคคลครับ โดยทั่วไปสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงประมาณ 1 สัปดาห์เนื่องจากเป็นการควบคุมวินัยพฤติกรรมการกิน อาจรู้สึกว่าพุงลดลง และรู้สึกสบายตัวมากขึ้น แต่ในเคสที่มีน้ำหนักเกินมาก อาจใช้เวลาเป็นเดือนครับ น้ำหนักจึงจะลดลง

ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์ชัดเจน if ควรทํากี่วันต่อสัปดาห์ ? ในคนที่เริ่มต้นทำ if อาจจะเริ่ม 2-3 วันต่อสัปดาห์ก่อนได้ วันอื่น ๆ ที่ไม่ได้ทำ IF ก็กินอาหารตามปกติ แต่ต้องเลือกกินครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมและเป้าหมายของแต่ละคนว่าอยากเห็นผลเร็ว-ช้า


ทำ IF กินอะไรได้บ้าง ?

ในช่วงเวลาที่เป็นช่วงกิน การทํา if สามารถกินอาหารได้ตามปกติครับ เพราะคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานที่ต้องใช้ตอนออกกำลังกาย โดยต้องใช้พลังงานของแป้งเข้าช่วย แนะนำกินให้พอดีอิ่ม ไม่เยอะเกินไป และเลือกรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีประโยชน์ เลี่ยงของทอด ของมัน ขนมหวาน เครื่องดื่มติดหวาน แอลกอฮอล์ และหันมารับประทานผักผลไม้เพิ่มมากขึ้น

แนะนำเมนูอาหาร IF

มื้ออาหารตัวอย่างเมนูอาหาร
มื้อเช้าไข่ต้ม 2 ฟอง + ขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น + ผลไม้ 1 ชิ้น
ไข่ตุ๋น ไข่ลวก หรือไข่คน (ออมเล็ต) + กาแฟดำ 
โจ๊กข้าวกล้อง + อกไก่ + ผักต้ม
สลัดผักรวม + อกไก่ + ไข่ต้ม
มื้อกลางวันข้าวกล้อง + ผัดผัก + อกไก่ย่าง
แกงส้มผักรวม + ปลานึ่ง
ต้มยำกุ้ง + ข้าวกล้อง
ต้มเลือดหมู + ข้าวกล้อง
มื้อเย็นปลานึ่ง + ผักลวก
อกไก่ย่าง + ข้าวกล้อง
สลัดผักรวม + ไข่ต้ม
สุกี้น้ำ (น้ำจิ้มสูตรลดโซเดียม)

ข้อควรระวังในการทำ IF 

  • ช่วงเวลาทำ if บางคนอาจรับประทานอาหารน้อยเกินไป จนเสี่ยงขาดสารอาหาร โดยบางคนเลือกตารางทำ if ที่อดมากเกินไป เช่น if 23/1 คือ อด 23 ชั่วโมง รับประทาน 1 ชั่วโมง หรือในช่วงเวลารับประทานอาหาร ทานมากจนเกินไป จนเกิดเป็นไขมันสะสม
  • ช่วงเวลาทำ if แล้วรับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะของหวาน ของมันของทอด 
  • การลดน้ำหนักแบบ if แล้วนอนดึกมาก ๆ จะมีความเสี่ยงในความอ้วนง่าย เนื่องจากระบบฮอร์โมนที่ซ่อมแซมร่างกายไม่ได้ทำงาน
  • การอดอาหารอาจเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ได้ 

วิธีลดน้ำหนักแบบต่าง ๆ นอกจาก IF

อย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น การลดน้ำหนักแบบ if อาจเป็นวิธีลดน้ำหนักที่ไม่เหมาะกับคนบางคน โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว หรือตารางการทำงานแต่ละวันไม่คงที่ หากต้องการลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดี ก็ยังมีอีกหลายวิธี ที่สามารถทำได้ครับ หมอขอยกตัวอย่าง วิธีลดน้ำหนักอื่น ๆ ดังนี้

  • เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน : หากต้องการลดน้ำหนัก ลดไขมันส่วนเกิน การเลิกรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะของมัน ของทอด ของหวาน รวมถึงขนมหวาน หรือขนมกรุบกรอบต่าง ๆ ก็สามารถช่วยได้ หากรู้สึกหิวแนะนำเปลี่ยนเป็นทานธัญพืช หรือผลไม้ได้ครับ 
  • ลดโซเดียม ลดเค็ม ลดน้ำตาล  :  การรับประทานอาหารที่มีโซเดียม และเกลือที่มากเกินไป จะส่งผลต่อการบวมน้ำ ส่วนน้ำตาล โดยเฉพาะน้ำตาลจากเครื่องดื่ม เช่น ชานม น้ำอัดลม สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อน้ำหนัก รวมถึงยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอยากอาหาร ดังนั้นเมื่อรับประทานอาหารควรลดการปรุง หรือเลือกทานอาหารที่มีโซเดียม และน้ำตาลน้อยจะดีที่สุด
วิธีลดน้ำหนัก

กินธัญพืช ผักและผลไม้เมื่อรู้สึกหิว

  • อาหารทุกมื้อต้องมีผัก : ผักผลไม้มีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น การเพิ่มผักใบเขียวและผลไม้ที่น้ำตาล น้อยในทุกมื้ออาหารจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเราดีขึ้น
  • ดื่มน้ำมาก ๆ : ในช่วงลดน้ำหนัก ควรดื่มน้ำเปล่าจะดีที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเช้า หลังจากตื่นนอนให้ดื่มน้ำทันทีทุกเช้า 1 แก้ว เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินอาหาร และระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ในระหว่างวันควร ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ โดยควรดื่มน้ำ 1-2 ลิตรต่อวัน เพราะนอกจากช่วยเรื่องน้ำหนักแล้ว ยังช่วยในเรื่องผิวพรรณอีกด้วยครับ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ครบ 8 ชั่วโมงต่อวัน : หากนอนน้อย อดนอนบ่อย ๆ จะส่งผลให้  ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้เราอ้วนขึ้นได้ แนะนำให้นอนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงครับ เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและควบคุมการสะสมไขมัน 
  • การออกกำลังกาย : การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ลดน้ำหนักได้ดีสุด ๆ ควรทำอย่างน้อย 30 นาที ต่อวัน สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย อาจเลือกเป็นการกระโดดเชือก เพราะการกระโดดเชือกเพียง 15 นาที เทียบเท่ากับการวิ่งออกกำลังกาย 30 นาที แนะนำให้กระโดดครั้งละ 10 นาที วันละ 2 ครั้ง หรือจะเลือกออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออื่น ๆ ที่ช่วยเผาผลาญได้ดี

วิธีลดน้ำหนักทางการแพทย์ 

การลดน้ำหนักแบบ if ด้วยการอดอาหาร มีหลายคนที่ทำได้สำเร็จ น้ำหนักลดลง และทำได้เรื่อย ๆ โดยที่ไม่เกิดปัญหา แต่ในขณะที่บางคนก็ต้องยอมแพ้ ไม่สามารถลดน้ำหนักหรือลดสัดส่วนลงได้ 

ปัจจุบันการอดอาหารไม่ใช่หนทางเดียวในการลดน้ำหนักครับ ยังมีอีกหลายวิธีที่ทำแล้วเห็นผลดี ปลอดภัย และเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ตัวอย่างเช่น 

1.ทำ CoolSculpting 

CoolSculpting เทคโนโลยีสลายไขมันด้วยความเย็น เป็นวิธีลดสัดส่วนเฉพาะจุด เหมาะกับคนที่ต้องการลดไขมัน ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง เอว (ห่วงยาง) และสะโพก วิธีการคือหมอจะใช้หัวดูดและดึงชั้นไขมันขึ้นมา โดยหัวดูดจะปล่อยความเย็น -11 องศาเซลเซียส จากนั้นจะแช่แข็งก้อนไขมัน 35 นาที ทำให้เซลล์ไขมันตาย และถูกร่างกายกำจัดออกไปเองตามธรรมชาติ

ข้อดีของวิธีการนี้คือ สามารถกำจัดเซลล์ไขมันหายไป 20-30% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ สามารถเริ่มเห็นผลใน 3-4 สัปดาห์แรกว่าสัดส่วนเล็กลง เห็นผลเต็มที่ใน 3 เดือนครับ

รีวิว CoolSculpting คุณหมอรวี V Square Clinic

2.ฉีดเมโสแฟต 

การฉีดเมโสแฟต เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกิน เหมาะกับคนที่น้ำหนักตัวเกิน ต้องการลดไขมันเฉพาะจุด ต้องการลดเซลลูไลท์ สามารถลดได้ทั้งแก้ม เหนียง ลดพุง ลดหน้าท้อง ลดต้นแขน ลดต้นขา 

เมโสแฟต สลายไขมันส่วนเกินเฉพาะจุด

วิธีการคือหมอจะฉีดตัวยาเข้าไปบริเวณที่ต้องการสลายไขมัน ตัวยาจะเข้าไปกระตุ้นระบบการทำงานของ Metabolism เร่งการสลายไขมันตามธรรมชาติ ทำให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานมากขึ้น (Fat Burn) จึงสามารถสลายไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ที่สะสมในชั้นไขมันได้อย่างตรงจุด ตัวยาเมโสแฟตมีความปลอดภัยหากเป็นตัวยาแท้ ฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ 

อ่านบทความเพิ่มเติม : 

3.Thermage FLX

การทำ Thermage FLX ที่สามารถลดไขมันส่วนเกิน เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยสลายไขมันด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (Monopolar RF) วิธีการคือหมอจะยิงพลังงานลงไปในชั้นผิวหนัง ตั้งแต่ผิวชั้นบนจนถึงชั้นไขมัน ช่วยให้ผิวหน้ากระชับได้รูป ผิวแน่นขึ้น ทำได้หลายส่วนในร่างกายทั้งหน้าและลำตัว หลังทำผิวกระชับขึ้นทันที 20% และค่อย ๆ ดีขึ้น โดยจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในช่วงเดือนที่ 2-3 ครับ  

อ่านบทความแนะนำ :  


IF กินน้ำได้ไหม ? 

การลดน้ำหนักแบบ if สามารถดื่มได้มากเท่าที่ต้องการครับ การดื่มน้ำมาก ๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องเป็นน้ำเปล่าเท่านั้น แนะนำ 2 ลิตรต่อวัน สามารถดื่มได้ทั้งช่วงที่รับประทานอาหาร และช่วงอดอาหาร โดยน้ำเปล่าจะมีส่วนช่วยเรื่องระบบการเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น 


IF กินวิตามินอาหารเสริมได้ไหม ? 

สามารถรับประทานได้ครับ แต่ต้องระวังยี่ห้อที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล โดยเฉพาะใครที่รับประทาน คอลลาเจน ควรเลือกที่เป็น pure collagen 


สรุป

การลดน้ำหนักแบบ if เป็นรูปแบบการกินอาหารอีกแบบหนึ่ง หรือเรียกว่าการอดอาหารเป็นช่วงเวลา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นอกจากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว ยังช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย จึงเป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยม แต่ทั้งนี้ การทำ if ไม่ได้เหมาะกับทุกคนครับ เนื่องจากสภาพร่างกายของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน สำหรับมือใหม่หัดทำ if ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด นอกจากนี้ในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มทำ if ครับ


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ
Banner_Web_หมอให้คำปรึกษา_หมอ40คน

สามารถ comment สอบถามเข้ามาด้านล่างได้เลยนะครับ หมอตอบเองครับ

บทความแนะนำ

รวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ เมโสหน้าใส ที่ถูกถามเข้ามามากที่สุด

Reading Time: < 1 minute - ร้อยไหมหน้าเรียว ในกรุงเทพฯ ที่ไหนดี ? - ร้อยไหมหน้าเรียว ที่ไหนดี ? ก่อนร้อยไหมควรพิจารณาอะไรบ้าง ? - คลินิกร้อยไหมหน้าเรียวที่ได้มาตรฐาน สังเกตได้จากอะไร ? - วิธีการเลือกการร้อยไหมกับคลินิกร้อยไหม - ร้อยไหมหน้าเรียวกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ดีอย่างไร ?

Ulthera(อัลเทอร่า) คืออะไร ? ตอบทุกข้อสงสัยที่อยากรู้ ช่ว...

Reading Time: 6 minutes - อัลเทอร่า คืออะไร ? - Ulthera ช่วยเรื่องอะไร ? - Ulthera เหมาะกับใคร ? - ข้อดี-ขอเสีย การทำ Ulthera มีอะไรบ้าง ? - ทำ Ulthera บริเวณไหนได้บ้าง ?

ฉีดเมโสหน้าใสคืออะไร ? อันตรายหรือไม่ ? ข้อควรรู้ก่อนทำเม...

Reading Time: 5 minutes - เมโสหน้าใสคืออะไร คำว่า “เมโส” มีที่มาอย่างไร…? - เมโสหน้าใสแต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร ? - เทคนิคการฉีดเมโสหน้าใสแบบสะกิด vs 16 จุด - หน้ามัน รูขุมขนกว้าง เมโสช่วยได้ไหม ?

ฉีดโบท็อก คืออะไร ? botox เห็นผลคุ้มค่าหรือไม่ ? มีข้อควร...

Reading Time: 5 minutes - ร้อยไหมหน้าเรียว ในกรุงเทพฯ ที่ไหนดี ? - ร้อยไหมหน้าเรียว ที่ไหนดี ? ก่อนร้อยไหมควรพิจารณาอะไรบ้าง ? - คลินิกร้อยไหมหน้าเรียวที่ได้มาตรฐาน สังเกตได้จากอะไร ? - วิธีการเลือกการร้อยไหมกับคลินิกร้อยไหม - ร้อยไหมหน้าเรียวกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ดีอย่างไร ?

รวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ ที่ถูกถามเข้ามามากที่สุด

Reading Time: 2 minutes รวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ ฟิลเลอร์ ที่ถูกถามเข้ามามากที่สุด –ฉีดฟิลเลอร์อันตรายไหม ? –ฟิลเลอร์ควรใช้กี่ cc ? –ฉีดฟิลเลอร์แล้ว ฟิลเลอร์จะสลายไปเองได้หรือไม่ ต้องขูดออกหรือไม่ ? –ฟิลเลอร์อยู่ได้นานแค่ไหน ? –ฉีดฟิลเลอร์กี่วันเข้าที่และกี่วันเห็นผล ? –ฉีดฟิลเลอร์แล้วบวม เพราะอะไร ? –ฉีดฟิลเลอร์แล้วเป็นก้อน –ฉีดฟิลเลอร์บวมกี่วัน ? –อาการแพ้ฟิลเลอร์ –ฉีดฟิลเลอร์ห้ามกินอะไรบ้าง ? –restylane vital light ราคาเท่าไหร่ อยู่ได้กี่เดือน ?

สีผิวไม่สม่ำเสมอ เกิดจากอะไร ? แก้ไขอย่างไร ให้ผิวเรียบเนียน

Reading Time: 3 minutes - สีผิวไม่สม่ำเสมอ - 8 วิธีทำให้สีผิวกลับมาสม่ำเสมอ - การดูแลสีผิวให้สม่ำเสมอ - วิธีการป้องกันให้สีผิวสม่ำเสมอ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ สามารถศึกษานโยบายความเป็นส่วนตัวและจัดการความเป็นส่วนตัว ได้ที่ปุ่มตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณเพื่อเราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมกับความสนใจของคุณ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมเราจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาได้ไม่ตรงกับความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า