ถุงใต้ตา สาเหตุ และวิธีรักษา
ถุงใต้ตา เป็นปัญหาที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งในคนที่อายุน้อยไปจนถึงคนที่มีอายุมาก โดยถุงใต้ตาจะมีลักษณะเป็นถุงนูนออกมาบริเวณใต้ตาจนเห็นว่าใต้ตาบวม เกิดจากความหย่อนคล้อยของผิวหนังรอบดวงตาและถุงไขมันใต้ตาครับ
หลายคนจึงมองหาวิธีลดถุงใต้ตา เพราะการมีถุงใต้ตาทำให้ใบหน้าดูโทรม อ่อนล้า ไม่สดใส และดูมีอายุ ในคนที่เป็นภูมิแพ้ อาจจะมีใต้ตาคล้ำที่เกิดจากเส้นเลือดใต้ผิวหนังขยายตัว ซึ่งทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นถุงใต้ตาได้เช่นเดียวกัน ในบทความนี้หมอจะอธิบายว่าถุงใต้ตา คืออะไร ? รู้สาเหตุถุงใต้ตา เกิดจากอะไร ? แก้ไขด้วยวิธีไหนได้บ้าง ?
สารบัญ ถุงใต้ตา
ถุงใต้ตา คืออะไร ?
ถุงใต้ตา (Eye bags) คือ ถุงไขมันขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณใต้ตาหรือบริเวณขอบตาล่าง มีลักษณะเป็นถุงนูนออกมา หรือมีอาการบวมปูด ตุ่ยที่รอบตาล่าง สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ใช่เฉพาะผู้ที่มีอายุเท่านั้น คนที่อายุยังน้อยก็มีถุงนูนออกมาบริเวณใต้ตาได้ ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้าและแก่กว่าวัย
นอกจากนี้ในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ อาจจะมีปัญหาใต้ตาหรือขอบตาคล้ำร่วมด้วย จากสาเหตุที่เส้นเลือดใต้ผิวหนังขยายใหญ่ ส่งผลให้บางคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นถุงใต้ตาได้เช่นกัน
สาเหตุของถุงใต้ตา เกิดจากอะไร ?
ถุงใต้ตา สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ถุงใต้ตาแท้ (สาเหตุจากพันธุกรรมและอายุที่มากขึ้น) และถุงใต้ตาเทียม (สาเหตุจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต)
- อายุที่มากขึ้น : เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังจะสูญเสียคอลลาเจนและความยืดหยุ่น กล้ามเนื้อที่รองรับไขมันใต้ตาหย่อนคล้อยลง ทำให้ไขมันบริเวณใต้ตาเคลื่อนตัวและสะสมเป็นถุงใต้ตา
- กรรมพันธุ์ : บางคนมีแนวโน้มที่จะเกิดถุงใต้ตาได้ง่ายกว่าคนอื่น เนื่องจากพันธุกรรมมีผลต่อโครงสร้างใบหน้าและปริมาณไขมันบริเวณใต้ตา
- พักผ่อนไม่เพียงพอ : การนอนหลับไม่พอส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้ของเหลวและไขมันไปสะสมบริเวณใต้ตามากขึ้น และทำให้ผิวบริเวณนั้นดูหมองคล้ำขึ้นด้วย
- รับประทานอาหารรสเค็มจัด : อาหารที่มีโซเดียมสูงทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ โดยเฉพาะบริเวณใต้ตาที่ผิวบอบบาง
- ดื่มน้ำไม่เพียงพอ : การดื่มน้ำไม่พอทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ทำให้ถุงใต้ตาดูเด่นชัดขึ้นได้
- โรคภูมิแพ้ : อาการภูมิแพ้อาจทำให้เกิดการระคายเคือง การอักเสบ และการบวมบริเวณรอบดวงตา ส่งผลให้ถุงใต้ตาดูบวมขึ้น
- ขยี้ตาแรง : การขยี้ตาบ่อย ๆ หรือแรง ๆ ทำลายเส้นเลือดฝอยและเนื้อเยื่อบริเวณรอบดวงตา ทำให้เกิดการบวมและรอยคล้ำได้
- ใช้สายตามากเกินไป : การใช้สายตาเพ่งหรือจ้องเป็นเวลานาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาอ่อนล้า และอาจทำให้เกิดอาการบวมชั่วคราวได้
- ความเครียด : ความเครียดส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เกิดการคั่งของของเหลวและไขมันบริเวณใต้ตา
- การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ : แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและเพิ่มการไหลเวียนของของเหลวมายังบริเวณใต้ตา ทำให้ใต้ตาดูบวมขึ้น
ถุงใต้ตา บอกโรคอะไรได้บ้าง ?
ในบางกรณีถุงใต้ตา หรืออาการบวมใต้ตาอาจสัมพันธ์กับโรคหรือภาวะสุขภาพบางอย่างได้ โดยเฉพาะถ้ามีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการคันตา น้ำตาไหล หายใจเหนื่อย ขาบวม น้ำหนักขึ้นเร็ว ตาโปน หรือมองเห็นผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมครับ
- โรคภูมิแพ้ หรือเยื่อบุจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ : เมื่อร่างกายสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ หรือขนสัตว์ จะกระตุ้นการหลั่งฮีสตามีน (Histamine) ทำให้หลอดเลือดรอบตาขยายตัว เกิดถุงใต้ตาบวมและรอยคล้ำ (Allergic Shiners) มักมีคันตา น้ำตาไหล จาม คัดจมูก หรือน้ำมูกใสร่วมด้วย
- Thyroid Eye Disease/Graves’ disease : ภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติบางชนิด อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและบวมของเนื้อเยื่อรอบดวงตา ทำให้หนังตาบวม ถุงใต้ตาดูชัด ตาโปน ตาแห้ง ระคายเคืองตา หรือเห็นภาพซ้อนได้
- การติดเชื้อหรือการอักเสบบริเวณรอบดวงตา : หากพบถุงใต้ตาข้างเดียว หรือใต้ตาบวมร่วมกับปวด แดง ร้อน กดเจ็บ มีไข้ อาจเกี่ยวกับการติดเชื้อหรือการอักเสบบริเวณใกล้เคียงกับดวงตา เช่น อาการไซนัสอักเสบ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณเปลือกตา (Periorbital cellulitis)
- โรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue Diseases: CTDs) : กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน คอลลาเจน หรือระบบภูมิคุ้มกัน เช่น SLE, Ehlers-Danlos syndrome และ Dermatomyositis อาจทำให้ผิวรอบตาบาง ใต้ตาบวม หรือถุงใต้ตาดูชัดขึ้น บางรายอาจเริ่มจากความผิดปกติทางตา ร่วมกับอาการอื่น เช่น ตาแดง ตาแห้ง ผื่น ปวดข้อ อ่อนเพลีย หรือบวมหลายตำแหน่ง
- โรคไต : เมื่อไตทำงานได้ลดลง ร่างกายขับน้ำและเกลือส่วนเกินออกได้ไม่ดี ทำให้เกิดการคั่งน้ำตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและรอบดวงตาที่ผิวค่อนข้างบาง จึงอาจเห็นเป็นถุงใต้ตาบวมโดยเฉพาะตอนเช้า บางรายมีอาการบวมกดบุ๋มบริเวณขาและเท้า หรือมีอาการปัสสาวะผิดปกติร่วมด้วยครับ
- โรคหัวใจ : หากหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้การไหลเวียนเลือดและของเหลวในร่างกายช้าลง เกิดการคั่งของของเหลวตามเนื้อเยื่อ ลักษณะที่อาจพบคือถุงใต้ตาบวมมากขึ้นช่วงเย็น บวมหลังทำกิจกรรมหนัก ใต้ตาดูม่วงหรือน้ำเงินอ่อนจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี และอาจมีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบากเวลานอนราบร่วมด้วย
- โรคตับ : ความผิดปกติของตับบางชนิดอาจทำให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง และใบหน้าดูหมองคล้ำ รวมถึงทำให้ใต้ตาดูบวมหรือโทรมได้ มักพบร่วมกับอาการปวดท้องด้านขวาบน คลื่นไส้ อาเจียน ไม่อยากอาหาร หรืออ่อนเพลียมากผิดปกติครับ
- โรคโลหิตจางหรือภาวะขาดสารอาหาร : เมื่อร่างกายมีเม็ดเลือดแดงหรือสารอาหารไม่เพียงพอ อาจทำให้ผิวดูซีด ใต้ตาซีด ไม่สดใส และใบหน้าดูโทรมง่าย มักมีอาการเหนื่อยง่ายแม้ทำกิจกรรมเบา ๆ เวียนศีรษะ หายใจไม่อิ่ม เล็บเปราะ หรือผมบางร่วมด้วยครับ
ถุงใต้ตา กับ ดอลลี่อาย แตกต่างกันอย่างไร ?
ถุงใต้ตา และ ดอลลี่อาย อยู่บริเวณใต้ตาใกล้เคียงกัน จึงทำให้หลายคนสับสนครับ แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองอย่างให้ความรู้สึกต่อใบหน้าต่างกันมาก ถุงใต้ตามักทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า โทรม หรือมีอายุขึ้น ส่วนดอลลี่อายเป็นมัดกล้ามเนื้อเล็ก ๆ ใต้ขอบตาล่างที่ช่วยให้ตาดูหวาน สดใส และดูเด็กลงได้ในบางคน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น หมอสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบ ดังนี้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ถุงใต้ตา | ดอลลี่อาย |
|---|---|---|
| ตำแหน่ง | อยู่ต่ำกว่าขอบตาล่าง มักอยู่บริเวณใต้ตาช่วงล่าง | อยู่ชิดขอบตาล่าง ใต้แนวขนตาล่าง |
| ลักษณะที่เห็น | เป็นก้อนนูนหรือถุงบวมใต้ตา ขนาดค่อนข้างใหญ่ | เป็นมัดนูนเล็ก ๆ ใต้ตา เห็นชัดเวลายิ้มหรือหัวเราะ |
| สาเหตุหลัก | ไขมันใต้ตาปูดออก ผิวหย่อนคล้อย พันธุกรรม อายุที่เพิ่มขึ้น หรือมีการคั่งน้ำ | เกิดจากกล้ามเนื้อ Orbicularis Oculi บริเวณขอบตาล่างที่นูนขึ้นอย่างพอดี ตามธรรมชาติ |
| ผลต่อใบหน้า | ทำให้หน้าดูโทรม เหนื่อยล้า มีอายุ หรือใต้ตาดูหนัก | ทำให้ตาดูหวาน สดใส ขี้เล่น และดูอ่อนเยาว์ขึ้น |
| วิธีแก้ / วิธีปรับ | ฟิลเลอร์ใต้ตา, เครื่องยกกระชับ, หรือผ่าตัดถุงใต้ตา ขึ้นกับสาเหตุ | ฟิลเลอร์ดอลลี่อาย, แต่งหน้า, การบริการกล้ามเนื้อ, หรือการผ่าตัด |
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
ถุงใต้ตา กับ ขอบตาคล้ำ เหมือนกันไหม ?
ถุงใต้ตา กับ ขอบตาคล้ำ ไม่เหมือนกันครับ
- ถุงใต้ตา : มีลักษณะนูนหรือบวมบริเวณใต้ตา มักเกิดจากไขมันใต้ตาปูด ผิวหย่อนคล้อย หรือมีของเหลวคั่ง ทำให้ใต้ตาดูเป็นถุงชัด
- ขอบตาคล้ำ : เป็นปัญหาเรื่อง “สีผิวใต้ตา” ที่ดูคล้ำ ม่วง น้ำตาล หรือหมองลง มักมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม เม็ดสีที่ทำงานผิดปกติ ผิวใต้ตาบาง มองเห็นเส้นเลือดใต้ผิว หรือเงาตกกระทบจากการมีเบ้าตาลึก
ในบางคนที่มีขอบตาคล้ำมาก ๆ หรือมีเงาใต้ตาชัด อาจทำให้ถุงใต้ตาดูเด่นขึ้น ใต้ตาดูโทรมและลึกกว่าเดิมได้ครับ ในการแก้ไขปัญหา แพทย์จะประเมินจากสาเหตุ และโครงสร้างใต้ตาร่วมด้วย เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม
ถุงใต้ตาบวมข้างเดียว เกิดจากอะไร ?
ถุงใต้ตาบวมข้างเดียว เกิดจากเยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) หรือการติดเชื้อครับ เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสก็ได้ มักตามมาด้วยอาการไข้ ปวด บวมแดง ต้องรักษาโดยการให้ยาฆ่าเชื้อครับ
วิธีลดถุงใต้ตาแบบธรรมชาติ ทำอย่างไร ?
วิธีลดถุงใต้ตาแบบธรรมชาติ เหมาะกับกรณีถุงใต้ตาเทียม หรืออาการบวมใต้ตาชั่วคราว เช่น พักผ่อนน้อย นอนดึก ใช้สายตาหนัก ดื่มแอลกอฮอล์ หรือกินเค็มมากเกินไปครับ วิธีเหล่านี้ช่วยลดบวมและทำให้ใต้ตาดูสดใสขึ้นได้บางส่วน แต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ และอาจไม่ได้เห็นผลเร็วเหมือนหัตถการทางการแพทย์
- ประคบเย็น : ช่วยลดอาการบวมใต้ตาชั่วคราว เหมาะกับคนที่ตาบวมจากนอนน้อย ดื่มแอลกอฮอล์ หรือระคายเคืองเล็กน้อย ควรใช้น้ำแข็ง/Cool Pack ห่อผ้าสะอาด หรือช้อนแช่เย็น ประคบประมาณ 10 นาที
- ประคบด้วยถุงชา : คาเฟอีนและแทนนินในใบชาอาจช่วยลดความบวมและทำให้ผิวรอบดวงตารู้สึกผ่อนคลายได้ เหมาะกับถุงใต้ตาที่เกิดจากใช้สายตาหนักหรือพักผ่อนไม่พอ ควรใช้ถุงชาที่สะอาดและไม่ร้อนเกินไป ประคบทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ : เหมาะกับคนที่ถุงใต้ตาชัดจากนอนดึก อดนอน หรือพักผ่อนไม่เป็นเวลา การนอนให้พอประมาณ 8-10 ชั่วโมง และปรับเวลานอนให้สม่ำเสมอ ช่วยลดอาการตาบวมและใบหน้าดูโทรมได้
- ลดอาหารเค็มและดื่มน้ำให้เพียงพอ : อาหารเค็มทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น อาจทำให้หน้าและใต้ตาบวม โดยเฉพาะตอนเช้า การลดโซเดียมและดื่มน้ำให้เหมาะสมช่วยลดการคั่งน้ำได้ครับ
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ : แอลกอฮอล์อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ นอนหลับไม่ลึก และทำให้ใต้ตาดูบวมคล้ำได้ง่าย เหมาะกับคนที่สังเกตว่าหลังดื่มแล้วตาบวม หรือใบหน้าดูโทรมกว่าปกติ
- ทาครีมบำรุงรอบดวงตา : อายครีมหรืออายเจลช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวใต้ตา เหมาะกับการใช้ต่อเนื่องใน Skincare Routine หรือผู้ที่มีปัญหาผิวใต้ตาแห้ง มีริ้วเล็ก ๆ หรือแต่งหน้าแล้วตกร่อง มักให้ผลลัพธ์แบบค่อยเป็นค่อยไปครับ
วิธีแก้ถุงใต้ตาบวมทางการแพทย์ แก้ยังไง ?
การแก้ปัญหาถุงใต้ตาที่เป็นลักษณะของถุงใต้ตาแท้ ปัจจุบันมีหัตถการแพทย์หลายรูปแบบที่ช่วยแก้ไขได้ ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดและไม่ผ่าตัด โดยให้ผลลัพธ์ในการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนี้
รักษาถุงใต้ตาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นการแก้ไขปัญหาถุงใต้ตาโดยการฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มในชั้นกระดูกใต้ตา ที่ยุบตัวลงเมื่ออายุมากขึ้น ผิวที่เคยเกาะอยู่บริเวณนั้นหย่อนคล้อยลงเป็นก้อนใหญ่ใต้ตา เมื่อเติมฟิลเลอร์เข้าไปจะทดแทนในส่วนที่ยุบลง จะช่วยลดถุงใต้ตาหรือทำให้เห็นถุงใต้ตาน้อยลงได้ครับ
ช่วยแก้ปัญหาถุงใต้ตาได้ทันที
ข้อดี : การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่มีแผลและไม่ต้องพักฟื้น หลังทำเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ทันที ช่วยลดถุงใต้ตา ลดรอยใต้ตา ใต้ตาลึก มีร่องใต้ตา และแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยใต้ตาได้ เป็นวิธีที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด คุ้มค่าและไม่ต้องเจ็บตัวมากครับ
ข้อควรระวัง : หากต้องการฉีดฟิลเลอร์เพื่อลดถุงใต้ตา ต้องฉีดในคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ฟิลเลอร์แท้และแพทย์มีประสบการณ์เท่านั้นครับ เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี นอกจากนี้การฉีดฟิลเลอร์ไม่ใช่หัตถการที่อยู่ได้ถาวร เนื้อฟิลเลอร์จะสลายไปเองตามธรรมชาติ ไม่มีสารตกค้าง
ในส่วนของการฉีดโบท็อกถุงใต้ตา ที่คนไข้ถามหมอบ่อย ๆ ว่าช่วยลดถุงใต้ตาด้วยหรือไม่ หมอไม่แนะนำครับ เพราะการฉีดโบท็อกถุงใต้ตา บริเวณใต้ตาจะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อหย่อนลง เกิดถุงใต้ตาเด่นชัดมากกว่าเดิมครับ
บทความแนะนำ
รักษาถุงใต้ตาด้วยการทำ Hifu Ultraformer
Hifu Ultraformer เป็นนวัตกรรมที่ใช้คลื่นอัลตราซาวด์ ยิงลงไปใต้ผิวแต่ละชั้น ทำให้ผิวเกิดการหดตัวและช่วยเรื่องการยกกระชับ สำหรับปัญหาถุงใต้ตา Hifu จะช่วยยกกระชับ ลดไขมันได้บางส่วน แต่ก็เห็นผลไม่ชัดเท่าการฉีดฟิลเลอร์ครับ
ข้อดี : เหมาะสำหรับคนที่กลัวเข็มมาก ๆ ไม่อยากฉีดฟิลเลอร์หรือผ่าตัด การทำ Hifu สามารถทำซ้ำได้เรื่อย ๆ ยิ่งทำจะยิ่งเห็นผลลัพธ์ดีขึ้น
ข้อควรระวัง : ในจุดของใต้ตา ควรเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะเป็นจุดที่ต้องใช้เทคนิคพิเศษในการทำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย
อ่านบทความเพิ่มเติม : เจาะลึก Hifu คืออะไร ? ราคาเท่าไหร่ ? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?
รักษาถุงใต้ตาด้วยการใช้คลื่น Radio Frequency-RF
การใช้คลื่นวิทยุ (Radio Frequency-RF) เช่น Thermage หรือ Volnewmer ในการช่วยลดถุงใต้ตา เป็นการช่วยลดไขมันและทำให้ผิวกระชับขึ้น
ข้อดี : ไม่ต้องฉีด ไม่ต้องผ่า เป็นการใช้พลังงานยิงลงไปใต้ชั้นผิวเพื่อให้เกิดความร้อน ช่วยลดไขมันบริเวณถุงใต้ตาได้เล็กน้อย
ข้อควรระวัง : ต้องใช้หัวเฉพาะซึ่งไม่ใช่ทุกคลินิกจะมี ราคาค่อนข้างสูง
รักษาถุงใต้ตาด้วยการฉีด Collagen Biostimulator
การฉีด Collagen Biostimulator ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวใหม่ ทำให้ผิวค่อย ๆ แน่น กระชับ และยืดหยุ่นขึ้น เหมาะกับกลุ่มที่มีปัญหาถุงใต้ตาจากผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอย หรือผิวใต้ตาบาง ดูหมองคล้ำ จากการขาดคอลลาเจนครับ ตัวยาที่นิยมใช้จะเป็น Juvelook รุ่นแรก
ข้อดี : ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิวใต้ตา กระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวดูแน่นขึ้น ริ้วรอยตื้นและความหย่อนคล้อยดูดีขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมาะกับคนที่ต้องการงานผิวใต้ตาโดยไม่เน้นเพิ่ม Volume มาก
ข้อควรระวัง : ไม่ใช่ Collagen Biostimulator ทุกรุ่นหรือทุกยี่ห้อจะเหมาะกับการฉีดใต้ตา เพราะบริเวณนี้ผิวบางและต้องใช้เทคนิคเฉพาะ รวมถึงต้องตรวจสอบยาแท้ทุกครั้งก่อนทำ และให้แพทย์ประเมินถึงสาเหตุของถุงใต้ตาก่อนครับ
อ่านบทความเพิ่มเติม : Juvelook ใต้ตา เหมาะกับปัญหาแบบไหน ต่างจากฉีดใต้ตาตัวอื่นอย่างไร ?
รักษาถุงใต้ตาด้วยการผ่าตัดถุงใต้ตา
การผ่าตัดเพื่อกำจัดถุงใต้ตา ช่วยแก้ปัญหาถุงใต้ตาแท้และเก็บผิวหนังส่วนเกินออก เหมาะกับคนที่มีถุงไขมันใต้ตาเยอะมาก ๆ สามารถทำได้ทั้งแบบใช้มีดผ่าตัด และใช้เลเซอร์
ข้อดี : เป็นการกำจัดถุงไขมันออกแบบถาวร ถ้ามีปัญหาถุงใต้ตาเยอะมากๆ ก็จะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ถ้าผิวหนังบริเวณนั้นหย่อนคล้อย ศัลยแพทย์สามารถตัดเก็บหนังส่วนเกินนี้ออกไปด้วยได้ หลังกำจัดถุงไขมันออกไป ใต้ตาจะเรียบเนียน หน้าดูเด็กลง
ข้อควรระวัง : การผ่าตัดแพทย์จะมีการวางยาสลบ มีแผลจากการกรีดเอาถุงไขมันออก ถ้าแพทย์ไม่มีประสบการณ์อาจจะทำให้เห็นเป็นร่องลึกใต้ตา แม้จะไม่มีถุงใต้ตาแล้วใบหน้าก็ยังดูโทรมและอ่อนล้าอยู่ครับ แต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาในส่วนที่เป็นร่องตาลึกทดแทนได้
อีกกรณีที่ควรระวังคืออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดกำจัดถุงใต้ตา เช่น ตาหลับไม่สนิท หรือเปลือกตาล่างแบะออก เนื่องจากการผ่าตัดถุงใต้ตาและมีการตัดหนังตาส่วนเกินออกมากเกินไปครับ แนะนำให้พิจารณาเลือกแพทย์ที่ทำการผ่าตัดดี ๆ และมีประสบการณ์ในการผ่าตัดสูง ๆ ครับ
รักษาถุงใต้ตาด้วยการดูดไขมัน
การดูดไขมันใต้ตา เป็นการผ่าตัดเพื่อลดถุงใต้ตาอีกวิธีที่เห็นผลชัดเจนครับ วิธีนี้จะเป็นการทำรอยแผลด้านในเปลือกตา
ข้อดี : เห็นผลว่าถุงใต้ตาลดลงได้ชัดเจน มีแผลขนาดเล็กในเปลือกตา ไม่ต้องตัดไหม
ข้อควรระวัง : ควรทำในคลินิกที่ได้มาตรฐาน และน่าเชื่อถือเท่านั้นครับ หากหมอไม่มีความชำนาญ อาจเกิดปัญหา เช่น อักเสบติดเชื้อ หนังตาปลิ้นได้
หากสงสัยว่าการแก้ปัญหาถุงใต้ตาแต่ละวิธีเหมาะกับตัวเองหรือไม่ แนะนำให้ลองปรึกษาแพทย์ เพราะถุงใต้ตาของแต่ละคนนั้นอาจเกิดจากปัญหาที่แตกต่างกัน แพทย์ที่มีประสบการณ์จะสามารถแนะนำวิธีลดถุงใต้ตาให้ตามต้นเหตุของปัญหา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและคุ้มค่าที่สุดครับ
รักษาถุงใต้ตาด้วยเลเซอร์ถุงใต้ตา
เลเซอร์ถุงใต้ตา เป็นวิธีรักษาถุงใต้ตาด้วยเทคโนโลยีแสงเลเซอร์ ให้ผลลัพธ์คล้ายกับการผ่าตัดถุงใต้ตา แต่หลังทำจะไม่เกิดรอยแผล ไม่มีอาการบวมช้ำ ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เหมาะกับคนที่ถุงใต้ตาที่ไม่เยอะมาก หรือคนที่อายุยังน้อย
ข้อดี : เป็นวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แผลมักเล็กหรือแทบไม่เห็นจากภายนอกในบางเทคนิค พักฟื้นน้อยกว่าการผ่าตัดถุงใต้ตา และเหมาะกับคนที่ต้องการลดถุงใต้ตาแบบไม่อยากมีแผลชัดครับ
ข้อควรระวัง : ไม่เหมาะกับถุงใต้ตาขนาดใหญ่ ไขมันปูดชัด หรือผิวหย่อนมาก เพราะอาจเห็นผลไม่ชัดเท่าการผ่าตัดถุงใต้ตา และควรทำกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ รวมถึงใช้เครื่องเลเซอร์ที่ได้มาตรฐานและเหมาะกับบริเวณรอบดวงตาครับ
ข้อดีของการรักษาถุงใต้ตา มีอะไรบ้าง ?
การรักษาถุงใต้ตา ไม่ว่าจะเกิดจากไขมันใต้ตา ผิวหย่อนคล้อย การคั่งน้ำ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต ล้วนมีข้อดี ดังนี้
- ช่วยให้ใบหน้าโดยรวมดูสดใส สดชื่น ไม่อ่อนล้า
- ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ดูเด็กลง ไม่โทรม
- ช่วยลดปัญหาใต้ตาบวม ใต้ตานูน หรือถุงใต้ตาดูชัด
- ช่วยลดเงาใต้ตาที่เกิดจากความนูนของถุงใต้ตา
- ช่วยให้ผิวใต้ตาดูเรียบเนียน แต่งหน้าง่ายขึ้น
- ช่วยลดปัญหาเครื่องสำอางตกร่องหรือเป็นคราบใต้ตา
- ช่วยเพิ่มความมั่นใจเวลาถ่ายรูป แต่งหน้า หรือพบปะผู้คนครับ
การรักษาลดถุงใต้ตาบวม มีข้อควรระวังอะไรบ้าง ?
การรักษาถุงใต้ตาแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกันครับ สิ่งสำคัญคือคนไข้ควรได้รับการประเมินให้ตรงกับสาเหตุจริงของถุงใต้ตา เช่น ไขมันใต้ตา ผิวหย่อนคล้อย ร่องใต้ตา หรือการคั่งน้ำ เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม และลดโอกาสได้ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับปัญหา โดยข้อควรระวังมีดังนี้
- ควรทำกับแพทย์มากประสบการณ์ : ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฟิลเลอร์ การใช้เครื่องยกกระชับ เลเซอร์ หรือการผ่าตัดถุงใต้ตา บริเวณใต้ตาเป็นจุดที่ผิวบาง มีเส้นเลือด และโครงสร้างละเอียด จึงควรทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการประเมินและแก้ปัญหาใต้ตาโดยเฉพาะ
- ควรประเมินใบหน้าก่อนทำ : เพราะถุงใต้ตาบางเคสไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว การประเมินใบหน้าจะช่วยให้เลือกวิธีรักษาได้เหมาะกับปัญหาจริง
- ควรศึกษาวิธีตรวจสอบยาและเครื่องแท้ : หากใช้ยาปลอม ยาหิ้ว หรือเครื่องไม่ได้มาตรฐาน มักเพิ่มความเสี่ยงเรื่องผลลัพธ์ไม่ตรงปัญหา บวม ช้ำ อักเสบ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
- ควรเลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน : หากอุปกรณ์ไม่สะอาดหรือสถานที่ไม่ได้มาตรฐาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อักเสบ บวมแดง แผลหายช้า หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังทำได้
วิธีเลือกคลินิกที่รักษาถุงใต้ตา
เพื่อแก้ปัญหาใต้ตาบวม ทำให้ใบหน้าดูโทรมและอ่อนล้า นอกจากต้องเลือกวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะกับตัวเองแล้ว ที่สำคัญคือการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานเพื่อความปลอดภัย โดยเลือกจาก
- เลือกคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน : มีการจดทะเบียนและมีเลขที่ใบอนุญาตของผู้ประกอบการถูกต้อง ติดไว้ในที่ที่มองเห็นได้ชัดเจน บรรยากาศโดยรวมของคลินิกสะอาด ตั้งอยู่ในแหล่งที่ปลอดภัย มองเห็นได้ง่าย ไม่แออัดหลบมุม เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน
- แพทย์ที่ประจำมีประสบการณ์ : แพทย์ที่มีความชำนาญในการวิเคราะห์ปัญหา และเลือกหัตถการที่เหมาะสมกับคนไข้ในแต่ละเคสได้ ในการลดถุงใต้ตาหลายคนอาจมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะเป็นจุดที่อยู่ใกล้ดวงตามาก แพทย์ที่มีประสบการณ์จะช่วยลดความเสี่ยง เช่น การอักเสบ ติดเชื้อ หรือรอยแผล ได้ครับ
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน : เช่น กรณีของฟิลเลอร์ใต้ตา ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นฟิลเลอร์แท้ (Hyaluronic Acid) ผ่าน อย. หรือถ้าใช้เครื่องยกกระชับ ก็ต้องเป็นเครื่องที่นำเข้ามาอย่างถูกต้อง
- มีรีวิวลดถุงใต้ตา : คลินิกควรมีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง แสดงรายละเอียดของหัตถการที่คนไข้ทำไว้ชัดเจน และอัปเดตสม่ำเสมอ
FAQ การแก้ปัญหาถุงใต้ตาบวม
ถุงใต้ตามีทุกคนไหม ?
ถุงใต้ตาทุกคนมีได้ แต่จะมองเห็นได้ชัดแตกต่างกัน เกิดจากการสะสมของไขมันหรือของเหลวใต้ตา ซึ่งมีสาเหตุจากพันธุกรรม อายุที่เพิ่มขึ้น พักผ่อนไม่พอ หรือภูมิแพ้ บางคนอาจไม่มีถุงใต้ตาเลยหากไม่มีปัจจัยกระตุ้นเหล่านี้ครับ
ใต้ตาบวมข้างเดียว มีวิธีแก้อย่างไร ?
- ประคบเย็น ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือเจลเย็นประคบ 10-15 นาที
- นอนพักให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง
- ลดเกลือ/อาหารเค็ม เพื่อลดการกักเก็บน้ำ
- หลีกเลี่ยงการขยี้ตา เพราะอาจทำให้บวมมากขึ้น
- เช็กภูมิแพ้หรือการติดเชื้อ ถ้ามีอาการคัน แสบ แดง ควรพบแพทย์
- เปลี่ยนท่านอน นอนหนุนหมอนสูงเล็กน้อย ป้องกันของเหลวสะสม
ถ้าบวมไม่หายเกิน 2-3 วัน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรพบแพทย์
อาการภูมิแพ้ ทำให้ถุงใต้ตาบวมจริงไหม ?
จริงครับ ภูมิแพ้สามารถทำให้ถุงใต้ตาบวมได้ โดยเฉพาะคนที่มีภูมิแพ้ขึ้นตา (Allergic Conjunctivitis) หรือภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เมื่อเจอสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ หรือขนสัตว์ ร่างกายจะหลั่งฮีสตามีน ออกมาเพื่อตอบสนองและกำจัดสิ่งแปลกปลอม ทำให้หลอดเลือดรอบดวงตาขยายตัว เกิดอาการคัน บวม แดง และมีของเหลวคั่งใต้ตา ถุงใต้ตาจึงดูบวมชัดขึ้นได้ครับ
ถุงใต้ตาบวม เสี่ยงเป็นโรคไตหรือไม่ ?
ถุงใต้ตาบวมอาจเป็นสัญญาณหนึ่งของโรคไตได้ครับ หากไตทำงานผิดปกติ ร่างกายอาจขับของเหลวและโซเดียมออกได้ไม่ดี จนเกิดการคั่งน้ำและเห็นบวมชัดบริเวณเปลือกตาหรือใต้ตา โดยเฉพาะตอนเช้า นอกจากนี้คนไข้บางรายอาจมีอาการบวมที่เท้า ข้อเท้า ปัสสาวะน้อย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ควรตรวจหาสาเหตุและดูแลที่ต้นเหตุภายใต้คำแนะนำของแพทย์ครับ
สรุป ถุงใต้ตา ฉีดฟิลเลอร์แก้ตรงจุด เห็นผลเร็ว
วิธีลดถุงใต้ตาที่มาจากปัญหาถุงใต้ตาแท้ เนื่องจากอายุมากขึ้น หนังใต้ตาหย่อนคล้อยลง หมอแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เพื่อแก้ปัญหาถุงใต้ตา ถุงน้ำใต้ตาครับ เพราะเห็นผลเร็ว สะดวก ปลอดภัย สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ เช่น ฉีดโบท็อกรอบดวงตา เพื่อเก็บรายละเอียด ลดริ้วรอยย่น รอยตีนกา ช่วยให้ใบหน้าสดชื่น สดใส และดูอ่อนเยาว์ลงได้
แต่ข้อสำคัญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน แพทย์มีประสบการณ์ สามารถวิเคราะห์ได้ว่าใต้ตาบวมเกิดจากอะไรแล้วแก้ไขให้ตรงจุด โดยใช้ฟิลเลอร์แท้ เพื่อความปลอดภัยครับ
อ้างอิง
- Asif MI, Kalra N, Sharma N, Jain N, Sharma M, Sinha R. Connective tissue disorders and eye: A review and recent updates. Indian J Ophthalmol. 2023 Jun;71(6):2385-2398. doi: 10.4103/ijo.IJO_286_22. PMID: 37322648; PMCID: PMC10418020.


