ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ สาเหตุ วิธีการป้องกันและการรักษา

Reading Time: 3 minutes

ฝ้า กระ จุดด่างดำ

ฝ้า กระ

ปัญหา ฝ้า กระ จุดด่างดำ แก้ไขได้อย่างไร ?

ปัญหา ฝ้า กระ จุดด่างดำ เป็นหนึ่งในปัญหาผิวหน้าที่กวนใจ และลดความมั่นใจให้กับหลายคนครับ สำหรับใครที่กำลังเจอปัญหาเหล่านี้ และกำลังมองหาแนวทางรักษา หรือใครที่ยังแยกไม่ออกว่ารอยด่างดำบนใบหน้าคือ ฝ้า หรือ กระ กันแน่

ในบทความนี้ หมอจะอธิบายข้อแตกต่างกันระหว่างฝ้าและกระ จุดด่างดำ ว่าต่างกันอย่างไร และเกิดมาจากสาเหตุอะไรบ้าง ทำไมมันบางคนถึงได้มีปัญหาขึ้นเยอะ มีวิธีรักษาฝ้าหรือไม่ ป้องกันได้อย่างไรบ้าง ติดตามอ่านได้ในบทความนี้ครับ


สาเหตุ ฝ้ากระ

สาเหตุการเกิด ฝ้า กระ

ลักษณะของกระ

ลักษณะกระ

กระ คือ จุดเล็ก ๆ สีน้ำตาลอ่อน ที่กระจายตัวอยู่ตามผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เกิดจากการที่เซลล์สร้างเม็ดสีหรือ
เมลานินทำงานผิดปกติ จึงเกิดการสร้างเม็ดสีมากขึ้น เกิดเป็นริ้วรอยหรือจุดด่างดำเล็ก ๆ

ซึ่งสาเหตุที่ทำเมลานินทำผิดปกติ เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • แสงแดด สภาพแวดล้อม : กระลักษณะนี้ จะขึ้นบนผิวชั้นบนหรือชั้นหนังกำพร้า เรียกกว่า กระธรรมดาหรือ กระแดด (Lentigo) ครับ สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ หากเจ้าของใบหน้าไม่ดูแลตัวเอง เผชิญกับรังสียูวี จากแสงแดดอยู่บ่อย ๆ รวมถึง แสงจากหน้าจอมือถือ หรือจอสมาร์ทโฟน ก็ส่งผลเช่นเดียวกันครับ
  • พันธุกรรม : พันธุกรรมเป็นอีกหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดกระ บนร่างกายครับ แม้ว่าจะเผชิญแสงแดดน้อย ลักษณะเป็นกระสีแทน น้ำตาลออกแดง หรือน้ำตาลอ่อน รูปร่างกลมเป็นจุดเล็ก (Freckle, Ephelis)
  • อายุที่มากขึ้น : เมื่ออายุมากขึ้น กระจะมีลักษณะนูนและสีเข้มมากขึ้นครับ หรือเรียกว่า “กระเนื้อ” (Seborrheic Keratosis) เกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังที่ผิดรูปแบบไป มักพบตามใบหน้า หน้าอก หลังและไหล่

ลักษณะของฝ้า

ลักษณะฝ้าบนใบหน้า

ฝ้า หรือ Melasma คือ ปัญหาผิวหน้าที่เซลล์เม็ดสีใต้ชั้นผิวหนัง หรือเม็ดสีเมลานินทำงานผิดปกติโดยสาเหตุหลักที่ทำให้เซลล์เม็ดสีทำงานผิดปกติ คือ รังสีอัลตราไวโอเลตจาก "แสงแดด" ครับ

เมื่อเม็ดสีเมลานินที่มีหน้าที่กรองรังสี UV จากแสงแดด เพื่อปกป้องผิว แต่เมื่อผิวได้รับแสงแดดมากเกินไปเมลานินจึงต้องป้องกันผิวด้วยการผลิตออกมามากขึ้น

จึงเกิดเป็นฝ้า ที่มีลักษณะเป็นสีดำอมน้ำตาล หรือเข้มกว่าสีผิว ขึ้นเป็นแถบหรือปื้นบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะโหนกแก้ม และบริเวณอื่น เช่น หน้าผาก จมูก เหนือคิ้ว เหนือริมฝีปากครับ

โดย "ฝ้า" ที่ขึ้นบริเวณใบหน้า สามารถแบ่งประเภทได้ถึง 4 ชนิดหลัก ๆ คือ

  1. ฝ้าแบบตื้น มีลักษณะเป็นสี น้ำตาล ขอบชัด จะอยู่ในระดับผิวหนังกำพร้า หรือผิวหนังชั้นนอก
  2. ฝ้าแบบลึก มีลักษณะน้ำตาลอมฟ้า อยู่ในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังกำพร้า เนื่องด้วยความลึกจะทำให้เกิดสีออกมาเป็นสีน้ำตาลอมฟ้า หรือ สีน้ำตาลอมม่วงครับ จัดว่าเป็นฝ้าที่รักษาได้ยาก
  3. ฝ้าผสม คือ มีทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึก เกิดขึ้นที่ผิวหน้า สามารถพบได้มากที่สุดในผู้ที่ประสบปัญหาเรื่องฝ้า
  4. ฝ้าที่ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าเป็นฝ้าชนิดใด พบมากในผู้ที่สีผิวเข้ม เช่น ชาวแอฟริกัน

นอกจากนี้ในการแพทย์ผิวหนัง ยังแบ่ง "ฝ้า" ตามลักษณะการเกิดอีก 2 ประเภท คือ

  • ฝ้าแดด เกิดจากรังสียูวีเอและยูวีบีจากแสงแดด รวมถึงแสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และหลอดไฟ
  • ฝ้าเลือด เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน และการใช้ฮอร์โมนรูปแบบต่าง ๆ อย่างการรับประทานยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ มีลักษณะผิวแดงง่าย เมื่อโดนความร้อนหรือแสงแดดครับ
ฝ้า กระ ต่างกันอย่างไร

วิธีรักษาฝ้า กระ

แนวทางการรักษาฝ้า กระ จะคล้ายกันครับ แต่ฝ้ายังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถทำให้จางลงได้ครับ โดยเฉพาะฝ้าที่มีสาเหตุจากฮอร์โมน เช่น ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์,ผู้ที่มีการรับประทานยาคุมกำเนิดหรือได้รับการรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมน

การรักษาฝ้าจำเป็นต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ โดยมีวิธีการรักษาดังนี้

  1. รักษาด้วยยา เป็นการใช้ยารักษาฝ้าในรูปแบบครีมที่มีส่วนผสมที่ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี เช่น ยากรดวิตามินเอ ยากลุ่มทรานิซามิก ครีมทาที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ ครีมไวท์เทนนิ่งอื่น ๆ (ก่อนใช้ควรปรึกษาแพทย์ครับ เพราะอาจทำเกิดการระคายเคืองผิวได้)
  2. รักษาด้วยเลเซอร์การผลัดเซลล์ผิวหนัง เป็นวิธีการรรักษาฝ้าเร่งด่วน เห็นผลเร็วกว่าการทาครีม และเป็นวิธีได้รับความนิยม แต่ประสิทธิภาพผลการรักษา ก็ยังขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
  3. รักษาฝ้าด้วยสมุนไพร ที่มีฤทธิ์ช่วยผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ เป็นอีกแนวทางในการผลัดเซลล์ผิวหนัง ราคาไม่แพง แต่ก็ไม่อาจหวังผลที่ชัดเจนได้ รวมถึงหากทำบ่อยอาจทำให้ผิวบอบบางและแพ้ง่าย
  4. ฉีดวิตามินผิว และ การฉีดเมโสหน้าใส การฉีดวิตามินผิวช่วยฟื้นฟูรักษาปัญหาผิว ทั้งผิวคล้ำเสีย ไม่สดใส ผิวแห้งกร้าน ลดการเกิดเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวขาวใส ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่น ความชุ่มชื้นให้ผิวได้ครับ
  5. แต่ในกรณีปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า ที่ต้องการการบำรุงเฉพาะเจาะจง การฉีดเมโสหน้าใส จะเหมาะสมกว่าครับ โดยการฉีดเมโสหน้าใส มีสูตรหน้าขาวใส ที่มีส่วนผสมของวิตามินต่างๆที่ทำให้หน้าขาว เช่น vitamin ABCE, Transamin, Glutathione สามารถช่วยลดเลือนรอยฝ้าและกระได้ รวมถึงยังช่วยแก้ปัญหารูขุมขนกว้าง เสริมสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวได้ครับ ซึ่งมีหลาย ยี่ห้อ เช่น

    • Tensonez ผิวขาว ใส ลดฝ้า
    • Depigment ช่วยลดฝ้า
    • Filorga ช่วยผิวขาวใส ลดฝ้า และบำรุงผิวล้ำลึก
    • Alpha arbutin เน้นลดฝ้าโดยตรง
ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ ป้องกันและแก้ไขได้

ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ ป้องกันและแก้ไขได้

ที่ V Square Clinic เราจะให้แพทย์ตรวจประเมินผิวหน้าคนไข้ก่อนทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าคนไข้จะได้สูตรเมโสที่เหมาะกับสภาพผิวคนไข้มากที่สุดครับ


วิธีป้องกันฝ้า กระ

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะแดดช่วง10.00-16.00 น. ก่อนออกแดดทุกครั้งควรใช้ร่มที่ป้องกันรังสียูวี สวมหมวก ใช้ผ้าคลุม
  2. การทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ เพื่อปกป้องผิว โดยเลือกที่มี SPF30+ ขึ้นไป เพื่อป้องกันยูวีเอ และมีค่าป้องกัน PA2+ ขึ้นไป เพื่อป้องกันยูวีเอ โดยควรทาครีมกันแดดก่อนที่จะออกแดด 30 นาที
  3. ใส่ใจดูแลผิวหน้า อาจดูแลด้วยครีมบำรุง หรือการเติมวิตามินผิว ให้แข็งแรงด้วยเมโสหน้าใส (Mesotheraphy) คือ ทรีทเม้นท์บำรุงผิว ซึ่งเป็นทางลัดในการนำส่วนผสมที่มีอยู่ในครีมต่าง ๆ
  4. โดยเฉพาะตัวที่ดูดซึมจากการทาได้ยาก มาทำให้สามารถฉีดเข้าในชั้นผิวได้โดยตรง และออกฤทธิ์ไวขึ้น ช่วยเพิ่มคอลลาเจนในชั้นผิวเพื่อให้ผิวเต่งตึงได้ครับ

  5. หลีกเลี่ยงยา ฮอร์โมนที่เป็นต้นเหตุให้เกิดฝ้า หรือยาเพิ่มฮอร์โมนอื่น ๆ เช่น ยาคุมกำเนิด อาจจะต้องเปลี่ยนการคุมกำเนิดโดยต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  6. พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน รวมถึงหลีกเลี่ยงความเครียด ขับถ่ายให้เป็นเวลา เพราะมีผลต่อฮอร์โมนในร่างกายทำงานได้ไม่ค่อยดี ส่งผลให้เมลานินทำงานผิดปกติ เกิดรอยฝ้า กระได้ชัดมากยิ่งขึ้น
  7. รับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น มะเขือเทศ ฝรั่ง ส้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  8. เลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตฐาน เพราะอาจมีสารที่ทำให้เกิดฝ้าได้ โดยเฉพาะครีมหน้าขาว ที่โฆษณาเห็นผลเร็ว เห็นผลไว มักเต็มไปด้วยสารปรอทครับ และสารเคมีเหล่านี้จะทำร้ายผิว และเป็นต้นเหตุทำให้เกิดฝ้าได้ด้วย

สรุป

สำหรับใครที่กำลังกังวลใจหน้าเป็นฝ้า มีกระ บนผิวหน้า หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากเกิดแล้ว หมอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการปรึกษาแพทย์หรือคลินิกรักษาฝ้าครับ ว่าความรุนแรงอยู่ในระดับใด และแก้ไขด้วยวิธีไหนถึงเหมาะสม ข้อสำคัญต้องหมั่นดูแลตัวเอง ปกป้องใบหน้า ผิวจากแสงแดด ใส่ใจและบำรุงผิวอยู่เสมอครับ


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ all_doctor

สามารถ comment สอบถามเข้ามาด้านล่างได้เลยนะครับ หมอตอบเองครับ

บทความแนะนำ

กระชับรูขุมขน ให้ใบหน้ากลับมาเรียบเนียน เลือกวิธีไหนดี?

Reading Time: 3 minutes - กระชับรูขุมขน ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ - เมโสหน้าใส ช่วยกระชับรูขุมขน - ฉีดโบท็อก กระชับรูขุมขน ลดริ้วรอย - กระชับรูขุมขน ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ - กระชับรูขุมขนด้วยทรีตเมนต์

ฉีดเมโสหน้าใส หน้าบวมกี่วัน?แบบไหนผิดปกติ เพราะสาเหตุใด พ...

Reading Time: 2 minutes - ไขข้อสงสัย ฉีดเมโสหน้าใส หน้าบวมกี่วัน? - หลังฉีดเมโส หน้าบวมมาก ปกติหรือไม่? เกิดจากสาเหตุใด? - วิธีเลือกคลินิกฉีดเมโสหน้าใสได้มาตรฐาน

5 วิธีทำหน้าขาวอย่างปลอดภัย ทำหน้าใสขึ้นแก้ปัญหาผิวหมองคล...

Reading Time: 3 minutes - วิธีทำหน้าใส ผิวหน้าขาวมีอะไรบ้าง? - วิธีเลือกคลินิกทำหน้าใสที่ไหนดี?

ฉีดวิตามินผิวที่ไหนดี เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย และเห็นผล

Reading Time: 2 minutes - ฉีดวิตามินผิว ที่ไหนดี - ประเภท วิตามินที่ฉีดเข้าผิว

filorga ใต้ตาคืออะไร? อันตรายไหม? ต่างจากฟิลเลอร์ใต้ตาอย่...

Reading Time: 2 minutes - filorga ใต้ตา คืออะไร? - filorga ใต้ตา vs ฟิลเลอร์ใต้ตา - filorga ใต้ตา อันตรายไหม? - filorga ใต้ตา อยู่ได้นานไหม ? - สรุป filorga ใต้ตา ดีไหม ?