ถาม-ตอบเกี่ยวกับฟิลเลอร์ใต้ตา กับ ทีมแพทย์ V Square Clinic



ถาม-ตอบฟิลเลอร์ใต้ตา

ฟิลเลอร์ใต้ตา คือ การเติมสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นสารที่พบอยู่ในร่างกาย เข้าไปที่บริเวณใต้ตาที่มีปัญหาริ้วรอย เมื่อคนเราอายุมากขึ้น กระดูกบริเวณใต้ตาจะยุบตัวลง เนื้อน้อยลง ทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย หน้าดูโทรม อ่อนล้าและดูมีอายุ ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการเติมฟิลเลอร์ใต้ตา ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เห็นผลลัพธ์ชัดเจนใน 1-2 สัปดาห์ และสามารถอยู่ได้ 1 ปี เมื่อเวลาผ่านไป Hyaluronic Acid จะสามารถสลายหมด 100% ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง

ถาม-ตอบเกี่ยวกับฟิลเลอร์ใต้ตา กับ ทีมแพทย์ V Square Clinic


Q : ฟิลเลอร์ใต้ตาคืออะไร ?

A : ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับฟิลเลอร์คร่าวๆ ก่อนนะครับ

ฟิลเลอร์ คือ สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic Acid) เป็นคอลลาเจนที่สามารถใช้เอนไซม์ที่ชื่อไฮยาลูรอนิเดสสลายกลายออกไปเป็นน้ำและก็ละลายออกหมดได้ 100% โดยไม่มีสิ่งตกค้าง

ส่วนร่องรอยใต้ตานั้น เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิว โครงหน้าคนตามอายุ พออายุเพิ่มขึ้นกระดูกจะยุบ เนื้อจะน้อยลง ซึ่งทำให้หน้าเราดูตอบ ดูมีอายุ ดูหย่อนคล้อย

  • ในผู้ชายส่วนมากจะทำให้ดูเหมือนผอมลง ดูโทรม แต่บางคนจะดูหล่อขึ้น
  • ในผู้หญิง การที่กระดูกยุบตัวลง เนื้อน้อยลง จะทำให้ดูโทรม ดูมีอายุขึ้น

เมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป ใต้ตาจะยุบลงทุกคน จะเป็นจุดแรกที่หมอแนะนำให้ฉีด อย่างสมัยก่อนประมาณ 5 ปีจะฮิตการเติมร่องแก้ม เพราะคนจะกังวลว่าร่องแก้มทำให้ดูมีอายุ แต่การเติมร่องแก้มอย่างเดียวโดยที่ไม่ได้เติมใต้ตาด้วยทำให้หน้าดูแปลก ขาดความฮาโมนี่ของหน้า ร่องแก้มเต็มใต้ตาลึก จะดูหน้าอูมๆ ดูผิดธรรมชาติ การเติม ฟิลเลอร์ใต้ตา จึงเป็นตำแหน่งแรกที่เติมปุ๊ปแล้วได้ฮาโมนี่ คือเด็กลงอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะว่าใต้ตาจะเป็นจุดที่ยุบลงตำแหน่งแรก และเป็นจุดที่ควรจะเติมเป็นตำแหน่งแรก

เมื่อคนไข้เข้ามาปรึกษาหมอก็จะประเมินว่าร่องแก้มกับใต้ตาจุดไหนควรเติมมากกว่ากัน และประเมินตามความเหมาะสมแล้วแต่เคส

หลังฉีดแล้วจะไม่มีอาการบวม เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะมองไม่เห็นว่าพึ่งไปฉีดมา แต่เมื่อเวลาจับหรือล้างหน้า ก็จะรู้สึกว่ามีเนื้อของฟิลเลอร์อยู่ ซึ่งการบวมของส่วนนี้เกิดจากการที่เข็มเข้าไปในผิว ไม่ใช่อักเสบบวมแดงเพราะตัวยา ประมาณ 3 วันก็เริ่มดีขึ้น เข้าที่เต็มที่ใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์ และหมอก็จะนัดมาดูผล และส่วนไหนที่มันยังขาดอยู่คนไข้ก็ค่อยเติมเพิ่ม อีกอย่างที่คลินิกเราใช้ฟิลเลอร์แท้ปลอดภัย 100% สามารถตรวจสอบเลขล็อตบริษัทที่ผลิตได้ครับ


Q : ฟิลเลอร์ใต้ตาอันตรายหรือไม่ ?

A : ถ้าใช้ฟิลเลอร์แท้ และหมอที่มีประสบการณ์ ปลอดภัยแน่นอน แต่...

สมัยก่อนฟิลเลอร์ของแท้ราคาจะค่อนข้างสูง ราคาต้นทุนของซิลิโคนเหลวซีซีหนึ่งไม่ถึงร้อย ทำให้บางที่จะใช้ฟิลเลอร์ปลอม..

ฟิลเลอร์ปลอมมีหลายรูปแบบมีทั้งแบบซิลิโคนเหลว แบบที่เป็นฟิลเลอร์แต่ว่าไม่บริสุทธ์ และก็ฟิลเลอร์ของปลอมที่ไม่บริสุทธิ์ ละลายออกไม่ 100%

ถ้าเป็นฟิลเลอร์แท้จะละลายออก 99% อีก 1% ที่เหลือจะเป็นคอลลาเจนอีลาสตินที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมา ซึ่งจะดีกว่าตอนก่อนฉีด คือฟิลเลอร์ที่เราฉีดเข้าไปจะทำให้ความชุ่มชื้นของผิวบริเวณรอบๆ ของตัวฟิลเลอร์ชุ่มชื้นขึ้น เหมือนมีน้ำมาหล่อเลี้ยง และจะดูดน้ำจากผิวบริเวณรอบๆ มาอุ้มไว้ แล้วก็คอยเลี้ยงผิวบริเวณนั้น ทำให้คอลลาเจนกับอีลาสตินบริเวณนั้นของร่างกายเราสร้างขึ้นมาด้วย ต่อให้ฟิลเลอร์สลายได้หมดคอลลาเจนของร่างกายเราก็ยังเหลืออยู่ ซึ่งดีกว่าตอนที่ยังไม่ได้ทำอะไร เหมือนกับช่วยชะลอผิวเราไว้ด้วยครับ


Q : หากใช้ฟิลเลอร์ปลอมผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ? และมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง

A : ฟิลเลอร์ปลอมมี 3 แบบคือแบบที่ไม่สลาย แบบที่ไม่บริสุทธิ์ และแบบที่สลายไวมาก

แบบที่ 1 แบบที่ไม่สลาย

เมื่อฉีดเข้าไปแล้วก็จะเกิดเป็นซิลิโคน สุดท้ายก็ต้องไปผ่าตัดขูดออก ช่วงแรกๆ ซิลิโคนก็จะนิ่มๆ ผ่านไป 1 ปี จะเริ่มแข็ง 2-3 ปี เริ่มแข็งขึ้นเรื่อยๆ จน 4-5 ปี จะเริ่มคลำเป็นไตๆ แข็งๆ

การที่ฉีดฟิลเลอร์ปลอมแล้วอยู่ได้นานขนาดนั้น สักพักจะเริ่มตก เพราะว่าเหมือนกับเราเอาก้อนที่มีน้ำหนักไปฝากไว้บนใบหน้า สักพักก้อนนั้นจะไม่อยู่ตรงที่เดิม จะค่อยๆ หย่อนๆ ลงมา และเริ่มทำให้หน้าผิดรูป ท้ายที่สุดก็ต้องไปผ่าตัดขูดออก อาจจะทำให้โครงสร้างผิวบริเวณนั้นเสียไป

 

แบบที่ 2 แบบที่ไม่บริสุทธิ์จะใกล้เคียงกับฟิลเลอร์แท้

แต่ว่าผลเสียของมันคือจะสลายออกไม่หมด และกระตุ้นให้เกิดพังผืดค่อนข้างเยอะ ส่วนมากพวกนี้จะอยู่ได้ไม่นาน ต้องฉีดบ่อย พอต้องฉีดบ่อยก็จะเกิดเป็นพังผืดสะสมเยอะขึ้น สุดท้ายก็เป็นก้อนได้เหมือนกัน ซึ่งแบบนี้ราคาสูงขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังถูกกว่าของแท้

 

แบบที่ 3 ฟิลเลอร์ปลอมที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน (สลายไว)

แบบนี้อาจจะสามารถสลายหมดได้ แต่ว่าอาจจะอยู่ได้ไม่ถึง 6 เดือน อยู่ได้เพียง 3-4 เดือน ซึ่งคนไข้ต้องเสียเงินฉีดบ่อยๆ

อย่างซิลิโคนเหลว ปัจจุบันแทบไม่มีคลินิกไหนใช้แล้ว เพราะว่าเดี๋ยวนี้กระแสสื่อโซเชียลไปไว ไม่ค่อยมีคลินิกไหนกล้าใช้ซิลิโคนเหลว ก็ยังมีพวกเคสเก่าๆ หรือหมอกระเป๋าที่ยังใช้อยู่ ก็จะเริ่มมีปัญหาช่วงสัก 3-4 ปี กับแบบที่ 2 แบบที่ไม่บริสุทธิ์ จะเจอเยอะเพราะเป็นกึ่งๆ ฟิลเลอร์ปลอม ก็จะเป็นการตกค้างและหลังจากนั้นซักประมาณ 2-3 ปี คนไข้ก็จะเริ่มมีปัญหา กับแบบที่ 3 แบบสลายไวอันนี้ก็เจอเยอะเหมือนกันเพราะราคาถูก ทำให้คนไข้ต้องเสียเงินบ่อย ถ้าคิดรวมๆ กันแล้วถือว่าแพงกว่าฉีดของแท้อีก เพราะของแท้อยู่ได้เป็นปี แต่ถ้าเป็นของปลอมที่สลายไว 2-3 เดือนยุบแล้วก็ต้องไปฉีดเพิ่ม เหมือนเสียเงินฟรีแล้วก็เจ็บตัวบ่อย


Q : จริงหรือไม่ ? ถ้าฉีดฟิลเลอร์แล้วไม่ฉีดอีกจะเหี่ยวกว่าเดิม

A : ไม่จริงครับ

อาจจะมีบางเคสที่เป็นแบบนั้น แต่สาเหตุอาจจะเป็นที่ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต หรืออายุที่เพิ่มมากขึ้น การฉีดฟิลเลอร์จะเป็นการช่วยชะลอมากกว่า ไม่ใช่ว่าฉีดแล้วหน้าจะแย่กว่าเดิม หน้ายังดีกว่าเดิมอยู่ครับ ยิ่งถ้าเราไม่ฉีด หน้าจะยิ่งไปไวกว่านั้นอีกไม่ได้เกี่ยวกับตัวยาครับ

เมื่ออายุ 25-30 ปี จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเยอะ ถ้าฉีดฟิลเลอร์หน้าอายุ 30 ปี อาจจะเหลือซัก 27-28 ปี คือช่วยชะลอวัยแต่ก็ยังเป็นไปตามอายุ ไม่ใช่ว่าพอฉีดแล้วหยุดฉีดหน้าจะแย่ลง ยังดีกว่าเดิมอยู่ไม่ใช่แย่ลง ถือว่าเป็นความเชื่อที่ผิดครับ


Q : ฟิลเลอร์ใต้ตาตัวไหน ? ได้ผลดี เห็นการเปลี่ยนแปลงชัด

A : แบรนด์ฟิลเลอร์ที่น่าเชื่อถือจะมีอยู่ 2 ยี่ห้อ

คือ Restylane กับ  Juvederm ทางคลินิกจะเลือกใช้ตัวที่เห็นผลดีดี ซึ่งก่อนหน้านี้ Restylane จะเน้นการคงรูปของโมเลกุลก็คือฉีดแล้วไม่ฟูเยอะ ซึ่งทางคลินิกก็จะเลือกใช้ของ Restylane ฉีดใต้ตามาตลอด แต่ช่วงหลังๆ นี้ Juvederm ก็พัฒนาเป็นรุ่นที่ฉีดแล้วไม่ค่อยฟูเยอะด้วย จริงๆ จะมีให้เลือกใช้ทั้ง 2 แบบ ซึ่งราคาก็แตกต่างกัน Restylane รุ่น Perlane 1 cc. ราคา 11,000 บาท จะอยู่ได้ประมาณ 1 ปี กับของ Juvederm รุ่น Voluma 1 cc. ราคา 13,000 บาท จะอยู่ได้ปีครึ่ง เป็นโปรโมชั่นทั้งคู่ ซึ่ง 2 ตัวนี้ลักษณะโมเลกุลจะใกล้เคียงกัน คือฉีดแล้วจะไม่ค่อยฟู และก็เหมาะกับตำแหน่งใต้ตา

การฟูเยอะมันมีข้อดีข้อเสีย ถ้าในตำแหน่งที่เราฉีดแล้วอยากให้มันเต็ม เช่น ร่องแก้ม ขมับ เราจะใช้ตัวที่ฟูเยอะ เช่น Juvederm ultra plus xc หรือว่าเป็นกลุ่มที่จะอุ้มน้ำเยอะหน่อย แต่ถ้านำมาฉีดตำแหน่งใต้ตา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผิวค่อนข้างบาง บางทีฟูเยอะก็จะดูบวม ไม่สวย เราก็ต้องเลือกใช้ตัวที่มันฟูน้อยลงครับ

สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้ง 10 สาขา
หรือสามารถปรึกษา คุณหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ คุณหมอตอบเองครับ


ตัวอย่างผลการรักษา ร่องใต้ตา ร่องแก้ม โดยทีมแพทย์ V Square Clinic
(รูป After คือรูปหลังทำทันที)

ตัวอย่างรีวิว ฟิลเลอร์ใต้ตา 2cc

ตัวอย่างรีวิว ผลการรักษาด้วยฟิลเลอร์ใต้ตา ร้องแก้ม 2 cc

ตัวอย่างรีวิว ฟิลเลอร์ใต้ตา 2cc

ตัวอย่างรีวิว ผลการรักษาด้วยฟิลเลอร์ใต้ตา 1 cc

ตัวอย่างรีวิว ฟิลเลอร์ยกหน้า ใต้ตา+ร่องแก้ม 2cc

ตัวอย่างรีวิว ผลการรักษาด้วยฟิลเลอร์ยกหน้า ใต้ตา+ร่องแก้ม 2 cc

ตัวอย่างรีวิว ฟิลเลอร์ยกหน้า ใต้ตา+ร่องแก้ม 2 cc

ตัวอย่างรีวิว ผลการรักษาด้วยฟิลเลอร์ยกหน้า ใต้ตา+ร่องแก้ม 2 cc

*ผลการรักษาแตกต่างกันแต่ละบุคคล

สามารถ comment สอบถามเข้ามาด้านล่างได้เลยนะครับ หมอตอบเองครับ